New Videos from Youtube

ฟลูออไรด์คืออะไร?

ฟลูออไรด์คืออะไร?

ฟลูออไรด์คืออะไร
ฟลูออไรด์ คือ แร่ธาตุตามธรรมชาติ โดยจะพบกระจายอยู่ทั่วไปตามเปลือกโลก อาหารบางชนิด และน้ำประปาบางพื้นที่ก็มีฟลูออไรด์
ฟลูออไรด์มักจะถูกเติมลงไปในน้ำดื่มเพื่อช่วยป้องกันฟันผุ ในช่วงยุค 1930 นักวิจัยพบว่า ผู้ที่ดื่มน้ำที่ผสมฟลูออไรด์ตามธรรมชาติมาโดยตลอดจะมีฟันผุน้อยกว่าผู้ที่ อยู่ในบริเวณที่ไม่มีน้ำที่มีฟลูออไรด์ตามธรรมชาติถึง 2-3 เท่า งานวิจัยหลังจากนั้นเป็นต้นมา ก็ได้ยืนยันอีกว่าเมื่อมีการเติมฟลูออไรด์ลงในน้ำประปา ฟันผุก็จะลดน้อยลง American Dental Association องค์การอนามัยโลก และ American Medical Association ก็ต่างยืนยันและสนับสนุนการเติมฟลูออไรด์ในน้ำประปาเนื่องจากผลในการลดฟันผุ
ฟลูออไรด์ทำงานอย่างไร
ฟลูออไรด์ช่วยป้องกันฟันผุได้โดย
  • ฟลูออไรด์จะพบมากในกระดูกที่กำลังเจริญเติบโตและฟันที่กำลังก่อตัวของเด็ก โดยช่วยทำให้สารเคลือบฟันของฟันน้ำนมและฟันแท้แข็งขึ้นก่อนที่ฟันจะขึ้น
  • ฟลูออไรด์ช่วยทำให้สารเคลือบฟันของฟันแท้ที่ขึ้นมาแล้วแข็งขึ้น
ฟลูออไรด์ทำงานในช่วงการสลายแร่ธาตุและช่วงการกลับคืนของแร่ธาตุที่เกิดตามธรรมชาติในช่องปากของเรา
  • หลังจากที่เรารับประทานอาหาร น้ำลายของเราจะมีกรดที่ทำให้เกิดการสลายของแร่ธาตุ หรือการละลายของแคลเซี่ยมและฟอสฟอรัสภายใต้ผิวฟัน
  • ในเวลาอื่นๆ เมื่อน้ำลายมีสภาพเป็นกรดน้อยลง จะทำงานในทิศทางตรงข้ามคือ จะช่วยในการเติมแคลเซี่ยมและฟอสฟอรัสที่ทำให้ฟันของเราแข็งแรงขึ้น กระบวนการนี้จะเป็นการกลับคืนของแร่ธาตุ เมื่อมีฟลูออไรด์ในช่วงนี้ แร่ธาตุที่สะสมจะแข็งขึ้นทำให้ฟันของเราแข็งแรง และป้องกันการสลายตัวในช่วงการสลายแร่ธาตุในเวลาต่อไป
เราจะทราบได้อย่างไรว่าเราได้รับฟลูออไรด์ในปริมาณที่เหมาะสม
ถ้าน้ำดื่มของเรามีการเติมฟลูออไรด์ การแปรงฟันด้วยยาสีฟันผสมฟลูออไรด์เป็นประจำก็น่าจะเพียงพอสำหรับผู้ใหญ่และเด็กที่มีฟันแข็งแรง
ถ้าน้ำประปาในพื้นที่ของคุณไม่มีการเติมฟลูออไรด์และไม่มีฟลูออไรด์ตาม ธรรมชาติ (1 ส่วนในล้านส่วน) ทันตแพทย์หรือกุมารแพทย์อาจจะสั่งฟลูออไรด์เม็ดหรือน้ำให้เด็กรับประทานทุก วัน ทันตแพทย์และกุมารแพทย์จะสามารถบอกได้ว่าฟลูออไรด์ปริมาณเท่าใดจึงจะเหมาะสม กับครอบครัวของคุณ ดังนั้นจึงควรปรึกษาทันตแพทย์หรือกุมารแพทย์
ถ้าน้ำดื่มของคุณมาจากน้ำประปาสาธารณะ คุณสามารถสอบถามได้ว่ามีการเติมฟลูออไรด์หรือไม่ โดยการสอบถามจากสำนักงานประปาท้องถิ่น ถ้าน้ำดื่มของคุณมาจากน้ำบาดาลของเอกชน คุณควรนำน้ำไปตรวจสอบจากบริษัทที่ทำการตรวจสอบเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม

เชื้อราผื่นผ้าอ้อม ตัวการเกิดผื่นในเด็ก

เชื้อราผื่นผ้าอ้อม ตัวการเกิดผื่นในเด็ก

เชื้อราผื่นผ้าอ้อม ตัวการเกิดผื่นในเด็กด้วย สภาวะที่เร่งรีบให้ปัจจุปันทำให้ผ้าอ้อมสำเร็จรูปเข้ามามีบทบาทในการเลี้ยง ลูกของคุณพ่อคุณแม่ ทั้งช่วยเพิ่มความสะดวกในการเปลี่ยนและทำความสะอาด และช่วยเพิ่มความสบายตัวให้กับลูกน้อย แต่ในขณะเดียวกันผิวของเด็กแรกเกิดยังมีความบอบบาง ประกอบกับความอับชื้นที่เกิดจากผ้าอ้อม ผสมกับอุจจาระและปัสสาวะซึ่งเป็นตัวการที่จะทำให้เชื้อราเติบโตได้เป็นอย่าง ดี และนั่นคือต้นเหตุของโรคผื่นผ้าอ้อมในเด็ก


อะไรคือผื่นเชื้อราผ้าอ้อม
ผื่นผ้าอ้อม (Diaper Dermatitis) เป็นโรคผิวหนังชนิดหนึ่งที่พบได้บ่อยที่สุดในเด็กทารก พบมากที่สุดคือผื่นผ้าอ้อมที่เกิดจากการแพ้และเสียดสีกับผ้าอ้อม (Irritant dermatitis) และที่รองลงมาคือผื่นที่เกิดจาก เชื้อราแคนดิด้า (Candidiasis) ซึ่งมักจะพบบริเวณส่วนที่ใส่ผ้าอ้อม โดยเฉพาะอย่างยิ่งตรงเนื้อส่วนลึกที่เป็นซอกเนื้อ พับและอับชื้น

ลักษณะของเชื้อราผื่นผ้าอ้อม
ลักษณะของผื่นจะมีอาการได้หลายแบบ เช่น แบบตุ่มแดง (Papule) ปื้นแดง (Plaque) หรือผื่นที่มีหนังลอกออกเป็นแผ่นๆ (Scale) และมักพบผื่นเล็กๆ ที่กระจายออกไป เหมือนมีการลามออกไป เรียกว่ามี Satellite Lesion รอยผื่นแดงเล็กๆ บางทีจะรวมตัวกันเป็นผื่นที่ใหญ่ขึ้นผื่นเดียว (Coalescing) วิธีสังเกตง่ายๆ คือ ลูกมักร้องไห้งอแงเวลาเปลี่ยนผ้าอ้อม เพราะลูกรู้สึก เจ็บ ปวด แสบ ผิวหนังบริเวณผื่นเมื่อมีการสัมผัส

เชื้อราผื่นผ้าอ้อมป้องกันได้ไม่ยาก
ตามที่ได้ทราบไปแล้วว่าผื่นผ้าอ้อมนี้มีสาเหตุมาจากความอับชื้นและการ หมักหมมของอุจจาระและปัสสาวะ คุณพ่อคุณแม่จึงไม่ต้องกังวลว่าโรคนี้จะรักษาหรือป้องกันไม่ได้ ดังนั้นการดูแลความสะอาดอย่างต่อเนื่องหรือทาแป้งที่มี ฮาย-ขมิ้น ช่วยปกป้องและลดผดผื่นจากความเปียกชื้นได้อย่างเหนือชั้นเป็นประจำ จะช่วยให้ลูกน้อยสบายตัวและมีความสุขตลอดทั้งวัน ยังช่วยให้อาการของโรคค่อยๆ ทุเลาลงและหายไปในที่สุด ซึ่งสามารถป้องกันได้ง่ายๆ ดังนี้
  • ล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่ที่อ่อนละมุน ไม่มีน้ำหอมฉุน ไม่เหนียวเหนอะหนะ สำหรับทำความสะอาดมือของคุณพ่อคุณแม่ ก่อนทำการเปลี่ยนผ้าอ้อม
  • พยายามลดเวลาการใส่ผ้าอ้อมลง เช่น ตอนลูกนอนให้ใช้แผ่นซึมซับปูรองแทนการใส่ผ้าอ้อม
  • อย่าเสียดายผ้าอ้อม ควรเปลี่ยนทิ้งเป็นระยะๆ
  • ทำความสะอาดบริเวณก้นและขาหนีบของลูกให้สะอาดด้วยน้ำเปล่าหรือสบู่ที่ อ่อนละมุน ไม่มีน้ำหอมฉุน ไม่เหนียวเหนอะหนะ จึงไม่ระคายเคืองต่อผิวเด็ก เหมาะสำหรับทำความสะอาดผิวของลูกน้อย
  • หากอยู่ในที่ที่ไม่สามารถล้างทำความสะอาดได้สะดวก สามารถใช้ผ้าเปียกอเนกประสงค์เช็ดทำความสะอาดแทน และล้างทำความสะอาดทันทีเมื่อถึงบ้าน
  • หลังทำความสะอาดทุกครั้งใช้ผ้าหรือกระดาษทิชชูซับกันลูกเบาๆ จนแห้ง
  • ทาแป้งที่ผ่านการทดสอบ ไฮโป-อัลเลอร์เจนิคจากสหรัฐอเมริกา ที่ไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้ไม่ระคายเคือง ช่วยปกป้องและลดผดผื่นจากความเปียกชื้น จะช่วยลดผดผื่นของลูกน้อยด้วย

แต่หากอาการเชื้อราผื่นผ้าอ้อมของลูกยังไม่ดีขึ้นไม่ควรปล่อยไว้นาน เพราะอาจเกิดอาการแทรกซ้อนตามมาได้ ทางที่ดีควรปรึกษาแพทย์ ซึ่งอาจจะต้องใช้ยาปฏิชีวนะ เพื่อระงับการเจริญเติบโตของเชื้อรา โดยต้องอยู่ในการดูแลของคุณหมอตลอดการรักษา

สเตียรอยด์คืออะไร





การใช้ยาในทางที่ผิดหรือการใช้ยาโดย รู้เท่าไม่ถึงการณ์ เป็นปัญหาหนึ่งที่สำคัญซึ่งมักเกิดขึ้นกับผู้ใช้ยาในปัจจุบัน ไม่ว่าปัญหานั้นจะเกิดจากผู้บริโภคเอง หรือสืบเนื่องมาจากผู้ประกอบการก็ตาม ประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจ ก็คือ ปัญหาที่เกิดจากการใช้ยาที่มีส่วนผสมของสารสเตียรอยด์ ซึ่งครอบคลุมทั้งยาแผนปัจจุบัน และยาแผนโบราณ ในรูปแบบต่าง ๆ เช่น ยาฉีด ยาเม็ด ยาทาภายนอก ยาตา ยาผง เป็นต้น หลายท่านอาจมีคำถามในใจว่า สารสเตียรอยด์คือสารอะไร มีประโยชน์หรือโทษ ต่อร่างกายอย่างไร อย.ได้ทำหน้าที่ควบคุมดูแลสารนี้อย่างไร กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสเตียรอยด์ มีหรือไม่ และในฐานะผู้บริโภคหรือผู้ใช้ยาต้องปฏิบัติอย่างไร เพื่อความกระจ่างในเรื่องดังกล่าว ผู้เขียนจะขอนำเสนอตามลำดับดังนี้
สเตียรอยด์คืออะไร
สเตียรอยด์ เป็นฮอร์โมนชนิดหนึ่งที่ร่างกายสร้างมาจากต่อมหมวกไตชั้นนอก (Adrenal cortex steroids) สำหรับสเตียรอยด์ที่ใช้ในทางการแพทย์นั้น เป็นสารที่สังเคราะห์ขึ้น เพื่อใช้ประโยชน์ในการรักษาโรค รวมถึงใช้ทดแทนในกรณีที่ร่างกายไม่สามารถสร้างฮอร์โมนดังกล่าวได้ โดยยาที่มีส่วนผสมของสเตียรอยด์นี้ กฎหมายกำหนดให้เป็นยาควบคุมพิเศษ เนื่องจากมีความเป็นพิษสูง และต้องให้แพทย์เป็นผู้สั่งจ่ายเท่านั้น
ประโยชน์ของสเตียรอยด์
สเตียรอยด์นั้น หากนำมาใช้อย่างถูกตามหลักวิชาการ จะก่อให้เกิดประโยชน์อย่างมาก สเตียรอยด์ที่นำมาใช้ทางการแพทย์ เพื่อประโยชน์ในการรักษาดังต่อไปนี้
ใช้เพื่อทดแทนการขาดฮอร์โมน โดย ปกติจะใช้สเตียรอยด์เพื่อทดแทนการขาดฮอร์โมนจากต่อมหมวกไต ที่มีสาเหตุมาจาก ความบกพร่องของต่อมหมวกไต และจากความบกพร่องของต่อมใต้สมองส่วนหน้า
ใช้รักษาโรคต่าง ๆ สเตียรอยด์จะถูกใช้เมื่อใช้ยาอื่นไม่ได้ผล หรือโรคนั้นไม่อาจ
ควบคุมด้วยยาอื่น เนื่องจากมีอาการข้างเคียงสูง วัตถุประสงค์ที่นำสเตียรอยด์ไปใช้ก็เพื่อบรรเทาอาการอักเสบและ/หรือกดภูมิ คุ้มกันในโรคต่าง ๆ นั้น อาทิ
โรคภูมิแพ้
สเตียรอยด์ เมื่อใช้ในโรคภูมิแพ้ จะให้ผลดีและรวดเร็วในการควบคุมอาการหลายอย่างที่เกี่ยวเนื่องกับโรคภูมิแพ้ เช่น โรคหืด ไข้หวัดเรื้อรังชนิดแพ้อากาศ ไข้ละอองฟาง การแพ้ยาและโรคผื่นคันตามผิวหนังที่เกิดจากการแพ้ แต่เนื่องจากยามีอันตรายจากการใช้สูง จึงควรเก็บไว้ใช้ในกรณีที่จำเป็นจริง ๆ และใช้ในระยะเวลาสั้น เช่น เป็นโรคหวัดคัดจมูกเรื้อรังชนิดแพ้อากาศ ที่ใช้ยาต้านฮีสตามีนไม่ได้ผล หรือเป็นโรคหืด ใช้ยาขยายหลอดลมแล้วไม่ได้ผล
โรคผิวหนัง
สเตียรอยด์ สามารถลดอาการทางผิวหนังที่เกิดจากการแพ้ การอักเสบและโรคผิวหนังที่ทำให้เกิดอาการคันต่าง ๆ แต่การใช้ยาสเตียรอยด์ ไม่ใช่เป็นการรักษาที่ต้นเหตุ เป็นเพียงยับยั้งอาการคันและอาการอักเสบที่เกิดจากเชื้อรา ดังนั้น เมื่อหยุดยาก็จะกลับมาเป็นอีก และอาจมีผลทำให้การติดเชื้อลุกลามได้ เพราะสเตียรอยด์มีผลในการกดภูมิคุ้มกันของร่างกาย
โรคตา
สเตียรอยด์ ใช้ได้ผลในการรักษาโรคของตาที่เกิดจากอาการแพ้ เช่น อาการเคืองตา เนื่องจากการแพ้สารบางชนิด ที่ไม่ใช่เกิดจากการติดเชื้อ ซึ่งแพทย์มักรักษาด้วยการใช้ยาหยอดตา ดังนั้น จึงห้ามใช้ยาที่มีส่วนผสมของสเตียรอยด์ในกรณีที่ติดเชื้อ และยานี้ไม่มีผลในการรักษาต้อ-กระจก นอกจากนี้หากใช้ติดต่อกันเป็นเวลานาน อาจให้ความดันในลูกตาสูงขึ้นจนเกิดเป็น
โรคต้อหินได้
โรคข้ออักเสบชนิดรูมาตอยด์
การ รักษาโรคนี้ปกติจะใช้ยาต้านการอักเสบชนิดที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ก่อน หากมีอาการอักเสบที่รุนแรงแพทย์อาจพิจารณาให้สเตียรอยด์เพื่อบรรเทาอาการ เฉพาะครั้ง กรณีที่มีการอักเสบเฉพาะบางข้อนั้น การฉีดสเตียรอยด์เข้าข้อ อาจช่วยลดการอักเสบได้ในระยะแรก
อย่างไรก็ตาม หากสงสัยว่ามีการติดเชื้อในข้อร่วมด้วย ห้ามฉีดยาสเตียรอยด์เข้าข้อโดยตรงอย่างเด็ดขาด เพราะจะทำให้เกิดการติดเชื้อรุนแรงขึ้น
อันตรายจากการใช้สเตียรอยด์
เนื่องจากสเตียรอยด์เป็นยาซึ่งมีผลต่อระบบต่าง ๆ ในร่างกาย แทบทุกระบบ การใช้
สเตียรอยด์อาจนำไปสู่อันตรายมากมายหลายประการ ที่สำคัญได้แก่
      การติดเชื้อ
การ ใช้สเตียรอยด์ในขนาดสูงมีผลกดภูมิต้านทานของร่างกาย ทำให้เกิดการติดเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเชื้อราได้ง่าย นอกจากนี้สเตียรอยด์ยังอาจบดบังอาการแสดงของโรคติดเชื้อ ทำให้ตรวจพบโรคเมื่ออาการรุนแรงแล้ว

      กดการทำงานของระบบที่ควบคุมการหลั่งฮอร์โมน
ระบบ ที่ทำหน้าที่ควบคุมการหลั่งสเตียรอยด์ฮอร์โมน ประกอบด้วยอวัยวะที่สำคัญในร่างกาย 3 แห่ง ด้วยกันคือ ฮัยโปธาลามัส (Hypothalamus) ต่อมพิทุตารี (Pituitary gland) และต่อมหมวกไต (Adrenal gland) ในภาวะที่มีระดับของคอร์ติโซล (Cortisol) ในเลือดสูงจะมีการกระตุ้นจากฮัยโปธาลามัสไปยังต่อมหมวกไตให้ลดการสร้าง สเตียรอยด์ ในทางตรงกันข้ามถ้าระดับของคอร์ติโซลต่ำ จะมีผลกระตุ้นให้ต่อมหมวกไต สร้างฮอร์โมนนี้เพิ่มขึ้น
การให้สเตียรอยด์ขนาดสูง จะไปกดการทำงานของระบบอวัยวะที่ทำหน้าที่สร้างและควบคุมการการหลั่งฮอร์โมน ชนิดนี้ ซึ่งจะมากหรือน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับขนาดของยา ที่ได้รับและระยะเวลาในใช้ยา เช่น ถ้าให้สเตียรอยด์ในขนาดที่เทียบเท่ากันเพรดนิโซโลน 5 มิลลิกรัมต่อวัน แทบจะไม่มีผลที่จะกดการทำงานของระบบนี้เลย แต่ถ้าให้ขนาดสูงเทียบเท่ากับเพรดนิโซโลน
15 มิลลิกรัมต่อวัน เป็นเวลานานกว่า 1-2 เดือน จะมีผลต่อการกดการสร้างฮอร์โมนได้มาก ทำให้เมื่อหยุดใช้ยานี้แล้ว ร่างกายไม่สามารถสร้างฮอร์โมนนี้ได้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย โดยเฉพาะเมื่อร่างกายอยู่ในภาวะเครียด
แผลในกระเพาะอาหาร
สเตียรอยด์มีผลทำให้เยื่อบุกระเพาะอาหาร บางลง และยับยั้งการสร้างเนื้อเยื่อใหม่ทดแทนเนื้อเยื่อเก่าที่หลุดไป นอกจากนี้ในผู้ป่วยบางรายยังพบว่า มีการหลั่งกรดในกระเพาะอาหารเพิ่มขึ้นด้วย การใช้สเตียรอยด์อาจทำให้มีอาการกระเพาะอาหารทะลุ หรือเลือดออกในกระเพาะอาหารได้ โดยไม่มีอาการปวดมาก่อน ถึงแม้จะยังไม่มีหลักฐานทางวิชาการยืนยันว่า การให้ยาลดกรดร่วมกับสเตียรอยด์จะมีผลช่วยป้องกันการเกิดแผลได้ แต่ในทางปฏิบัติก็มีแพทย์จำนวนไม่น้อยที่นิยมให้ยาดังกล่าวร่วมกัน
ผลต่อระบบประสาทส่วนกลาง
สเตียรอยด์อาจส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลง บุคลิกภาพ และอารมณ์ของผู้ใช้ยาได้ การใช้ยาขนาดสูงจะทำให้เกิดอารมณ์เป็นสุข จึงเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ผู้ใช้มีอาการติดยา นอกจากนี้ยังพบอาการไม่พึงประสงค์อื่น ๆ เช่น นอนไม่หลับ เจริญอาหาร กระสับกระส่าย หงุดหงิด เป็นต้น
กระดูกผุ (Osteoporosis)
การใช้สเตียรอยด์ติดต่อกันเป็นเวลานาน มีผลทำให้กระดูกผุได้ ดังนั้น ผู้ที่มีแนวโน้มที่จะเกิดกระดูกผุอยู่แล้ว เช่น ผู้สูงอายุ คนที่เป็นโรคไขกระดูก ควรหลีกเลี่ยงการใช้ยานี้ติดต่อกันเป็นเวลานาน

ยับยั้งการเจริญเติบโตของร่างกาย
เนื่องจากสเตียรอยด์มีผลยับยั้งการเจริญ เติบโตของเด็ก การให้ยาขนาดสูงในเด็ก จึงไม่ให้ติดต่อกันทุกวันเป็นเวลานาน แต่จะให้ยาแบบวันเว้นวัน เพราะจะทำให้มีฤทธิ์และอาการไม่พึง-ประสงค์น้อยกว่า
ทำให้ระดับโปแตสเซียมในเลือดต่ำ
ผลของสเตียรอยด์ ทำให้ร่างกายสูญเสียเกลือโปแตสเซียมทางปัสสาวะมาก ซึ่งป้องกันได้โดยให้ลดการกินโซเดียม และกินอาหารที่มีโปแตสเซียมสูงแทน เช่น ส้ม กล้วย ผู้ที่มีระดับโปแตสเซียมต่ำมาก อาจมีผลทำให้เกิดอาการอ่อนเพลีย กล้ามเนื้อไม่มีแรง และหัวใจเต้นผิดจังหวะ หรือหยุดเต้นได้
ทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรง
การใช้สเตียรอยด์เป็นระยะเวลานาน จะทำให้มีการอ่อนแรงของกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กล้ามเนื้อบริเวณต้นขาและแขน ซึ่งเมื่อลดขนาดยาลงก็จะมีผลทำให้อาการดีขึ้น และต้องใช้เวลานานหลายเดือนกว่าจะเป็นปกติ
ผลต่อตา
ยาหยอดตาบางชนิด มีส่วนผสมของสเตียรอยด์ หากใช้ไปนาน ๆ อาจทำให้ความดันลูกตาสูงขึ้น และมีโอกาสติดเชื้อได้ง่าย บางรายอาจทำให้ตาบอดได้
ผลต่อผิวหนัง
สเตียรอยด์ในรูปของยาทาภายนอก มีผลทำให้ผิวหนังบางเป็นรอยแตกและมีลักษณะเป็นมัน การใช้สเตียรอยด์ที่สูตรโครงสร้างมีฟลูออไรด์เป็นองค์ประกอบ ถ้าทาบริเวณใบหน้าอาจจะทำให้หน้ามีผื่นแดง และมีอาการอักเสบของผิวหนังรอบ ๆ ในบางรายอาจมีสิวเกิดขึ้นด้วย
ฤทธิ์และอาการไม่พึงประสงค์อื่น ๆ
สเตียรอยด์มีผลทำให้เกิดลักษณะที่เรียก ว่า Cushing ‘s Syndrome ลักษณะพบในผู้ป่วยประเภทนี้ เช่น อ้วน ขนดก ระบบประจำเดือนผิดปกติ ความดันโลหิตสูง กล้ามเนื้อไม่มีแรง ปวดหลัง เป็นสิว มีอาการทางจิตใจ หัวใจล้มเหลว บวมน้ำ เป็นต้น บทบาทของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ในการคุ้มครองผู้บริโภคเกี่ยวกับสารสเตียรอยด์
สำนัก งานคณะกรรมการอาหารและยา กำหนดให้สารสเตียรอดย์เป็น “ยาควบคุมพิเศษ” ซึ่งร้านขายยาจะจำหน่ายให้กับผู้บริโภคได้ จะต้องมีใบสั่งยาจากแพทย์เท่านั้น ยกเว้น สารสเตีย-รอยด์ ที่นำไปใช้เป็นยาเฉพาะที่ กับผิวหนัง ตา หู คอ จมูก หรือปาก ซึ่งจัดเป็น “ยาอันตราย” และจำหน่ายได้เฉพาะร้านขายยาแผนปัจจุบันเท่านั้น นอกจากนี้ ผู้ประกอบการที่ผลิต ขายหรือนำเข้าสารสเตียรอยด์จะต้องจัดทำบัญชีซื้อ ขาย ไว้ด้วย รวมทั้งต้องรายงานปริมาณและมูลค่าการผลิต นำเข้ายาดังกล่าวต่อสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา เนื่อง จากสเตียรอยด์เป็นสารอันตราย สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา จึงมีการควบคุม ดูแล ภายใต้กฎหมายที่บัญญัติไว้ โดยผู้ที่ฝ่าฝืนจะถูกลงโทษตามความผิดที่กระทำตามที่บัญญัติไว้ใน พระราชบัญญัติยา ดังนี้
-ขายยาชุดที่มียาสเตียรอยด์ผสมอยู่ จำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 50,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
-ขายยาสเตียรอยด์โดยไม่มีใบสั่งยา (กรณีเป็นยาควบคุมพิเศษ) / เภสัชกรไม่ควบคุมการขายยาควบคุมพิเศษ ปรับ 1,000-5,000 บาท
-ผู้ประกอบการขายยาอันตรายหรือยาควบคุมพิเศษ ระหว่างที่เภสัชกรไม่อยู่ปฏิบัติหน้าที่ ปรับ1,000-5,000 บาท
-ผู้ประกอบการรายงานการผลิต/การนำเข้าไม่ตรงกับความจริง หรือไม่รายงานมาที่สำนัก-งานคณะกรรมการอาหารและยา
ปรับ 2,000-10,000 บาท
ข้อพึงปฏิบัติในการใช้สเตียรอยด์
ผู้ บริโภคควรได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ก่อนว่า มีความจำเป็นต้องใช้ยาสเตียรอยด์ และซื้อยาจากร้านขายยาแผนปัจจุบันที่มีเภสัชกรแนะนำการใช้ยา หลีกเลี่ยงการซื้อยาลูกกลอนที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนตำรับยา หรือยาชุดที่จัดเตรียมไว้แล้ว เนื่องจากอาจมีการนำสเตียรอยด์ไปผสมกับยาลูกกลอน หรือมีการใช้ยาสเตียรอยด์ในยาชุด โดยเฉพาะยาชุดแก้ปวดเมื่อย ยาชุดแก้หวัด
สำหรับผู้ที่นิยมยาแผนโบราณประเภทยาลูกกลอน เพื่อให้มีความมั่นใจว่า จะปลอดภัยจากสเตียรอยด์ ใน การเลือกซื้อให้ตรวจดูฉลากที่ปิดผนึกบนภาชนะบรรจุ ว่าจะต้องมีเลขทะเบียนตำรับยาซึ่งแสดงว่าได้รับอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการ อาหารและยา โดยเลขทะเบียนดังกล่าวขึ้นต้นด้วยตัวอักษร “G” สำหรับยาแผนโบราณที่ผลิตในประเทศหรือ “K” สำหรับยาแผนโบราณที่นำเข้ามาในประเทศ ตามด้วยตัวเลขแสดงลำดับการอนุญาต ปี พ.ศ. ที่อนุญาต เช่น เลขทะเบียน G 20/42 หมายถึง ยาตำรับนี้เป็นยาแผนโบราณที่ผลิตในประเทศได้รับอนุญาตให้ขึ้นทะเบียนลำดับ ที่ 20 ในปี พ.ศ. 2542 เป็นต้น นอกจากนี้ฉลากจะต้องมีราย-ละเอียดอื่น ๆ อีก ได้แก่ ชื่อยา สูตรยา ชื่อและจังหวัดที่ตั้งของผู้ผลิตยา วันเดือนปี ที่ผลิตยา เลขที่หรืออักษรแสดงครั้งที่ผลิตยา ปริมาณยาที่บรรจุ และมีคำว่า “ยาแผนโบราณ” ระบุไว้ด้วย
สารสเตียรอยด์ นั้นเป็นฮอร์โมนชนิดหนึ่งที่สร้างขึ้นในร่างกายของคนเรา มีประโยชน์ต่อร่างกายอย่างมหาศาล ทางการแพทย์จึงได้นำสารนี้มาใช้รักษาโรคต่าง ๆ มากมาย แต่การนำสารนี้มาใช้อย่างพร่ำเพรือ ด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์หรือความเห็นแก่ได้ของผู้ประกอบการบางราย อาจทำให้ผู้บริโภคได้รับอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปัจจุบันมีการส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่น ทำให้มีการผลิตยาแผนโบราณกันอย่างกว้างขวาง ซึ่งส่วนใหญ่มักจะเป็นยาที่ยังไม่ได้ขึ้นทะเบียนตำรับยาอย่างถูกต้อง ผู้ บริโภคจึงควรใช้วิจารณญานในการเลือกบริโภคผลิตภัณฑ์เหล่านี้ อีกประเด็นหนึ่งที่พึงระวังก็คือ การใช้ยาหยอดตาที่มีส่วนผสมของสเตียรอยด์ ไม่ควรซื้อมาใช้เองเพราะอาจทำให้ตาบอดได้ หากพบปัญหาหรือมีข้อสงสัยเกี่ยวกับยาดังกล่าว สามารถร้องเรียนหรือสอบถามมายังสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา หมายเลขโทรศัพท์ 0 2590 7354-5 ในเวลาราชการ หรือที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทุกแห่ง

ตุลาคม 2545

บรรณานุกรม

กำพล ศรีวัฒนกุล. คู่มือการใช้ยาฉบับสมบูรณ์ . พิมพ์ครั้งที่ 3 .บริษัทสกายบุ๊กส์ จำกัด,2541. ศักดิ์ บวร. คู่มือใช้ยา. พิมพ์ครั้งที่ 3. 94-98.เจริญวิทย์การพิมพ์, 2541.
สุธี เวคะวากยานนท์. รู้ไว้-ใช้ยา. พิมพ์ครั้งที่ 1.โรงพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย , 2541.
สุรเกียรติ อาชานานุภาพ. แนะยา แจงโรค. พิมพ์ครั้งที่ 2.สำนักพิมพ์หมอชาวบ้าน , 2541.
สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา. กลุ่มนิติการ.รวมกฎหมายอาหารและยา. พิมพ์ครั้งที่ 2 .โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด, 2537.
สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา. กองเผยแพร่และควบคุมการโฆษณา. เอกสารเผยแพร่ เรื่อง การใช้ยาตา (โรเนียว).2545.
สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา. กองเผยแพร่และควบคุมการโฆษณา,เอกสารเผยแพร่ เรื่อง ยาแผนโบราณ (โรเนียว).2544.

วิธีการ ลดน้ำหนัก ในบ้านภายในเวลา 10 วัน

วิธีการ ลดน้ำหนัก ในบ้านภายในเวลา 10 วัน
เคล็ดลับการลดน้ําหนัก

1. เพิ่มปริมาณน้ำ
น้ำเป็นปัจจัยที่สำคัญมาในโปรแกรม การลดน้ำหนัก การบริโภคน้ำ วันละประมาณประมาณ 4 – 5 ลิตรเป็นการทำความสะอาดสารพิษออกจากร่างกายให้รูปแบบของปัสสาวะ วิธีง่ายๆ ในการระบุว่าร่างกายของคุณต้องการน้ำในแต่ละวันเป็นปริมาณเท่าไหร่ คือ การนำ 20ซึ่งจำนวนนี้เป็นการแทนจำนวนลิตรของน้ำ มาหารกับจำนวน น้ำหนักของคุณ คุณก็ได้ได้ปริมาณน้ำที่คุณจะต้องบริโภคต่อ 1 วัน ยกตัวอย่างเช่น คุณมีน้ำหนัก 70 กิโลกรัม จากนั้นหารด้วย 20 จะได้เท่ากับ 3.5 ดังนั้นคุณต้องดื่มน้ำ 3.5 ลิตรภายใน 1 วัน นี้เป็นขั้นตอนที่จำเป็นในการลดน้ำหนักให้ได้ภายใน 10 วัน
2. ดื่มชาเขียวแทน กาแฟ หรือ ชา
ดื่มชาเขียวร้อน 1 แก้วทุกเช้า ขณะท้องว่าง สามารถทำความสะสารสารพิษในร่างกายของเราและลดปัญหา ท้องผูก ชาเขียวมี แคลอรี่ต่ำ เริ่มต้น วันใหม่ของเรากับชาเขียวแทน กาแฟ หรือ ชา เป็นสิ่งที่ดีมากสำหรับการการลดน้ำหนัก
3. น้ำร้อนกับมะนาว และน้ำผึ้ง
ผสมน้ำมะนาว 1 ช้อน และน้ำผึ้ง ½ ช้อน ด้วยน้ำร้อน ดื่มมันทุกวันตอนเช้า ขณะท้องว่าง จะช่วยให้คุณลดน้ำหนักได้ ใน 10 วัน
4. ลดปริมาณของอาหารจำพวกคาร์โบไฮเดรต
ในข้าวมีปริมาณ แคลอรี่สูงและมีคาร์โบไฮเดรต การลดปริมาณการบริโภคข้าวสามารถลดน้ำหนัก ให้กับผู้คนจำนวนมากในประเทศอินเดีย(ภาคใต้ อินเดีย) พวกเขาเริ่มต้นวันใหม่ของพวกเขาด้วยอาหารที่ทำมาจากข้าว และบางส่วนก็สำหรับมื้อค่ำ ถ้าคุณต้องการลดน้ำหนักสิ่งสำคัญคุณจะต้องลดการบริโภคอาหารประเภทคาร์โบ ไฮเดรต
5. เพิ่มปริมาณโปรตีน
โปรตีน เป็นสารอาหารสำคัญในการสร้างกล้ามเนื้อ สามารถลดไขมันในร่างกายของเราและยังรวมไขมันไว้ในกล้ามเนื้ออีกด้วย แทนที่อาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตด้วยอาหารประเภทโปรตีน
6. เพิ่มปริมาณเส้นใย
เส้นใยที่ละลายน้ำได้เป็นส่วนสำคัญในการลดน้ำหนัก การบริโภคอาหารที่มีเส้นใยที่ละลายน้ำได้จะทำให้สามารถลดน้ำหนักได้เพราะ เส้นใยนี้สามารถลดคอแรสเตอรอลที่ไม่ดีในร่างกาย
7. หลีกเลี่ยงปัญหาท้องผูก
อาการท้องผูก สามารถชะลอกระบวนการลดน้ำหนัก เพราะนี่คือองค์ประกอบที่เป็นพิษต่อคุณ เท่ากับการว่าคุณไม่สามารถขับของเสียออกจากร่างกายของคุณได้
8. หลีกเลี่ยงอาหารขยะ
ถ้าต้องการที่จะลดน้ำหนัก ภายใน 10 วัน ควรหลีกเลี่ยงอาหารขยะ เช่น พิซซ่า เบอร์เกอร์ ไส้กรอก เพราะไม่ได้มีคุณค่าทางโภชนาการ มีแต่ “ไขมัน” อาหารขยะเป็นปัจจัยที่สำคัญ ที่สุดเพียงอย่างเดียวสำหรับการลดน้ำหนัก
9. โปรตีนถั่วเหลือง
โปรตีน นี้เป็น โปรตีนที่ได้จากพืช และช่วยในการลดน้ำหนัก เพราะมีปริมาณไขมันต่ำ การเพิ่มปริมาณโปรตีนจากถั่วเหลืองในอาหารของคุณสามารถช่วยให้คุณลดน้ำหนัก ได้
10. ทานอาหารประเภทโปรตีน วันละ 2 มื้อ
อาหรที่อุดมไปด้วยโปรตีนเป็นตัวช่วยในการลดน้ำหนักได้เป็นอย่างดี จึงจำเป็นจะต้องทานอาหารที่อุดมไปด้วยโปรตีนวันละ 2 มื้อ คือ มื้อเช้าและมื้อค่ำ สามารถทานได้ทั้งโปรตีนเชคหรือสลัด ที่อุดมไปด้วย โปรตีนจะช่วยในการสร้างกล้ามเนื้อและลดไขมันในร่างกายของคุณ
11. บริโภคแคลอรี่ให้น้อยลง
มันเป็นสิ่งสำคัญมากในการบริโภคแคลอรี่ให้น้อยลงเพื่อลดน้ำหนัก เพิ่มอาหารที่ใช้วิธีการต้มให้มากขึ้นหลีกเลี่ยงอาหารที่มีรสหวานหรือทอด เพราะมันอุดมไปด้วยไขมัน
12. กำจัดความอยากอาหาร
ความอยากอาหารและไม่สามารถควบคุมได้เป็นมากในหมู่คนอ้วน ไม่กินขนมหรืออาหารเมื่อรู้สึกอยากอาหารให้หลีกเลี่ยงโดยการดื่มน้ำปริมาณมากๆ
13. นำถั่วงอกมาเป็นขนมขบเคี้ยว
ถั่วงอกต้ม อุดมไปด้วยสารอาหารและมีแคลอรี่น้อย คุณสามารถบริโภคได้ วันละสองครั้ง สำหรับ ตอนเช้าและตอนกลางวัน หรือ ตอนเย็น ใน เวลา 2 ชั่วโมงก่อนที่จะรับประทานอาหารค่ำ เพราะมันมีสารอาหารที่ดีกว่าขนมอื่นๆ
14. กินไม่เกิน 3 มื้อ
ไม่รับประทานมากว่า 3 มื้อ และที่สำคัญที่สุด สามารถรับประทานอาหารกลางวันได้มาก แต่สำหรับอาหารเช้าและเย็นต้องทานให้น้อยนี่เป็นหนึ่งเคล็ดลับที่สำคัญที่จะ สามารถลดน้ำหนักได้ ภาย 10 วัน โดยวิธีธรรมชาติ
15. การออกกำลังกายให้เหมาะสม
การออกกำลังกายเป็นสิ่งสำคัญมาที่จะสูญเสีย น้ำหนักและสมการง่ายๆ ในการควบคุมน้ำหนักคือ
อาหารที่เหมาะสม+ การออกกำลังการ = พอดี
ไม่จำเป็นที่จะต้องออกกำลังกายใน โรงยิม เท่านั้น คุณสามารถเริ่มต้นได้ที่บ้านด้วยการออกกำลังกาย ง่ายๆ เช่น ซิทอัน หรือการกระโดดเชือก ประมาณ 10 – 15 นาทีต่อวัน
16. กินผลไม้ที่มีปริมาณน้ำสูงและแคลอรี่น้อย
ผักและผลไม้ เช่นแตงโม แตงกวา และ มะละกอมีแคลอรี่น้อยมาก สามารถนำมารับประทานร่วมกับอาหารเช้าและกลางวัน หรือตอนเย็น เพื่อให้คุณอิ่มกับมันมากกว่าออกหารอื่น
17. หลีกเลี่ยงเครื่องดื่ม คาร์บอน
เครื่องดื่มน้ำอัดลม เช่น โค๊ก,โซดา,เป๊ปซี่ จะต้องหลีกเลี่ยง ในระหว่างโปรแกรมลดน้ำหนัก สามารถใช้น้ำมาว,ชาเขียว หรือมะพร้าวอ่อน แทนการดื่มเครื่องดื่มคาร์บอน
18. ให้นับค่าดัชนีมวลกาย และ BMR ของคุณ
ตรวจสอบดัชนีการเผาผลาญของร่างกาย (BMI) อัตราการเผาผลาญของร่างการ(BMR) จะสามารถบอกปริมาณแคลอรี่ที่คุณรัประทานเข้าไปและแคลลอรี่ถูกเผาผลาญในร่าง กายของคุณ
19. หลีกเลี่ยงเนื้อแดง
เนื้อแดงเป็นอัตรายอย่างมากเพราะไม่เพียงแต่จะนำไปสู่โรคอ้วน แต่ ยังนำไปสู่โรคมะเร็งอีกด้วย ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานเนื้อแดงเพื่อสุขภาพ และ ลดค่าใช้จ่ายที่จะตามมาในการรักษาโรคของคุณ
20. หลีกเลี่ยงสารพิษสีขาว 3 อย่าง ได้แก่ น้ำตาล ข้าว เกลือ
ถ้าคุณสามารถหลีกเลี่ยง 3 สิ่งในอาหารของคุณได้ควรหลีกเลี่ยงแต่ถ้าไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ควรใช้ใน ปริมาณที่น้อยที่สุดเท่าที่จะน้อยได้
21. ปรารถนาที่จะรับประทานสลัดแทนน้ำผลไม้
อาหารที่เป็นของเหลว เช่น น้ำผลไม้ จะได้รับการย่อยอย่างรวดเร็ว อาหารที่เป็นประเภท สลัด จะ อยู่ในร่างกายประมาณ 6 ชั่วโมง รับประทานสลัดแทนน้ำผลไม้ แต่ห้ามเพิ่ม กล้วย,สับปะรด,ขนุน หรือ ผลไม้ที่อุดมไปด้วยแคลอรี่ ในสลัดของคุณ
22. รักษาระดับน้ำตาลในเลือดของคุณ
เป็นสิ่งที่จำเป็นมากที่คุณจะต้องรักษาระดับน้ำตาลในเลือดของคุณ ให้ อยู่ที่ 140 เพราะถ้าระดับน้ำตาลของคุณมากกว่า140 ตับอ่อนของคุณจะผลิตอินซูลีนมากขึ้น ซึ่งสารนี้จะทำให้ร่างกายเปลี่ยนน้ำตาลเป็นไขมัน เมื่อใดก็ตามที่คุณกินอาหารเพื่อลดน้ำหนักคุณจะต้องกินอาหารที่สามารถรักษา ระดับน้ำตาลของคุณด้วย
23. ไม่กินอาหารแบบข้ามมื้อ
เมื่อคุณข้ามมื้ออาหารของคุณ คิดว่า คุณอาจจะสูญเสียน้ำหนัก แต่ความจริงคุณจะได้รับน้ำหนักเพิ่มขึ้น เพราะ ความหิวอยู่ในร่างกายและครั้งต่อไปของคุณเมื่อคุณกินอาหารคุณจะกินมากขึ้น เป็น 2 เท่า เป็นอีกหนึ่งเคล็ดลับที่สำคัญสำหรับคุณที่จะลดความวิตกกังวลเกี่ยวกับวิธี การลดน้ำหนัก ใน 10 วันตามธรรมชาติ
24. ลดการบริโภค อาหารของคุณ ถึง 1/3 ของการบริโภคอาหารในแต่ละครั้ง
อาหารที่คุณบริโภคในแต่ละครั้งจะนำไปสู่โรคอ้วน ดังนั้นคุณจะต้องลดปริมาณของมัน ถึง หนึ่งในสาม และ ถ้าหิว ควรกิน ผลไม้ที่อุดมไปด้วยใยอาหาร หรือ ผัก เป็นของหวาน
25. ไม่ควรเลื่อนการเริ่มต้นลดน้ำหนัก
บ่อยครั้งที่คุณต้องเลื่อนโปรแกรมการลดน้ำหนัก บางคนได้รับการล่อลวงโดยอาหาร หรือไม่มีเวลาในการเริ่มต้นโปรแกรม จึงทำให้คุณเลื่อนออกไปเรื่อยๆ เริ่มตั้งแต่ตอนนี้และทำมันอย่างเคร่งครัด
การลดน้ำหนัก
ตอนนี้ถ้าคุณสังเกตจุดต่าง ๆ ที่กล่าวมา เราไม่ได้กล่าวถึงเทคนิคการลดน้ำหนักใด ๆ ที่รุนแรง นี่คือวิธีที่จะลดน้ำหนักได้ ซึ่งทำได้ภายในบ้าน และ ภายใน 10 วันก็จะเริ่มเห็นผล เพียงแต่ทำวิธีเหล่านี้ให้ติดเป็นนิสัยเท่านั้นเอง

วิธีทำน้ำผึ้งมะนาวลดความอ้วนง่ายๆ แค่ 2 นาที แถมด้วยประโยชน์จากการดื่มแบบอุ่นๆ

สูตรลดความอ้วนด้วยน้ำผึ่งมะนาว

มะนาวววววววกับการลดความอ้วน  ใครๆก็รู้ใช่เปล่าคะว่าประโยชน์ของมะนาวมี เยอะมาก  และมะนาวจะเก่งในเรื่องการดูดไขมันมากกกกก  เราก็เป็นผู้หญิงคนนึง ที่ควบคุมอาหารตลอดเวลา  คือไม่ใช่อดอาหารนะคะแต่จะเลือกทานแต่ของที่มี ประโยชน์  มีประโยชน์ในเรื่องลดความอ้วนซะเป็นหลักแล้วอยากจะบอกว่าเราทำ แล้วในเวลาแค่ 2 อาทิตย์  น้ำหนักเราลงไป 1 โลเลย  มันอาจจะดูเหมือนลดลงไปน้อยนะแต่สำหรับเรา  เราเคยน้ำหนักขึ้นเยอะ สุดที่ 52 สูง 158  หุ่นช่วงนั้นแทบจะกลิ้งแทนการเดินเลยทีเดียว  เจอใครต่อใครก็จะทักว่า อ้วน  เลยทำให้เราควบคุมอาหารอย่างจริงจัง  พวกขนมขบเคี้ยวไม่ทานเลยทานแต่ ข้าว 3 มื้อ  น้ำหนักก้อไม่ลงแค่รู้สึกว่าตัวเบาไม่ดูอืดและตันแต่น้ำหนักก็ลงมาได้ แค่ 51 ทำไงก็ไม่ลงน้ำหนักเท่านี้อยู่ปีกว่า  จนร่างกายชินกับตัวเลขนี้ไป แล้ว  หลังๆนอกจากงดขนมทุกชนิดแล้วเรายังเพิ่มวิธีอีกอย่างคือหลัง 6 โมงเย็นไม่ทานอะไรเลยนอกจากน้ำเปล่า  ถ้าคืนไหนหิวจริงๆจะกินนมกล่องเล็กที่ สุดที่เค้าเอาไว้ให้กุมารกินอะคะกินแค่นั้นแล้วนอนเลย  น้ำหนักก็ยังไม่แตะ 49 ซักทีจนมีคนมาบอกสูตรน้ำผึ้งมะนาวนี่แหละ  แต่ว่าต้องกินตอนตื่นเช้าเลย นะ  แบบว่าตื่นมาก็จัดการชงแล้วดื่มเลยฟันมะต้องแปรง  ช่วงที่กินน้ำผึ้ง มะนาวเราถ่ายท้องทุกเช้าเลย  แบบตัวโล่งมากอยากจะบอกว่ามันดีจริงๆวิธีทำก็ แสนจะง่าย

มีวัตถุดิบแค่ 4 อย่างเอง
1.    มะนาว
2.    น้ำเปล่า
3.    น้ำผึ้ง
4.    เกลือ



วิธีทำก็แค่เท่น้ำเปล่าใส่แก้ว 1 แก้วแล้วเวฟ 40 วินาที  พอเอาออกจากเวฟก็จัดการบีบมะนาวใส่เกลือเทน้ำผึ้งใส่เลย  แล้วก็ คนๆๆๆให้ทุกอย่างละลายแล้วก็ดื่มอุ่นๆแบบนั้นแหละ  ของเค้าดูจริงพูดเลย ยยยย 
ข้อดีของการดื่มน้ำมะนาวแบบอุ่น

คลิกเพื่อดูคลิปวิดีโอ

1.     ช่วยย่อยอาหาร
2.     ช่วยดีท็อกซ์และเป็นยาขับปัสสาวะ
3.     ช่วยสร้างเสริมภูมิคุ้มกัน
4.     ปรับสมดุลของค่า pH ในร่างกาย
5.    ทำให้ผิวพรรณสดใสเปล่งปลั่ง
6.     ช่วยเพิ่มพลังและทำให้อารมณ์ดีขึ้น
7.    ช่วยรักษาแผลและลดการอักเสบ
8.     ลมหายใจสดชื่นขึ้น
9.     เติมความชุ่มชื่นให้ร่างกาย
10.     ช่วยลดน้ำหนัก
มีประโยชน์ขนาดนี้ไม่ดื่มไม่ได้แล้ว  สละเวลาตอนตื่นนอนไม่ 2นาทีเองได้ทั้งสุขภาพดีหุ่นสวยผิวพรรณดีอีกโอ้ยเริ่ด

มะนาว 2 ช้อนโต๊ะ + พริก + กระเทียม + น้ำปลา 1 ช้อนโต๊ะ + ไข่ต้มสักฟอง (แซ่บ)

มะนาว 2 ช้อนโต๊ะ + พริก + กระเทียม + น้ำปลา 1 ช้อนโต๊ะ + ไข่ต้มสักฟอง (แซ่บ)
 
มะนาว ไม่ได้แต่แค่รสชาติเปรี้ยวจนคุณตาปิดเท่านั้น แต่ยังมีคุณสมบัติเปรี้ยวๆ
อีกหลายอย่างที่จะช่วยให้ "หน้า ผิว ผม" ของคุณ จบแค่ที่ "น้ำมะนาว"

น้ำมะนาวสำหรับการลดน้ำหนัก
ดื่มน้ำมะนาวกับน้ำเปล่าช่วยในการลดน้ำหนักได้!!
ด้วยคุณสมบัติประการแรกคือ ทำหน้าที่เป็นสารตัวเติมเพื่อให้คุณกินน้อยลง
ประการที่สอง วิตามินซีจะช่วยเพิ่มการเผาผลาญของร่างกาย
ทำให้อาหารย่อยเร็วขึ้น หากดื่มน้ำมะนาวกับน้ำผึ้งในตอนเช้า
จะช่วยในการกำจัดไขมันส่วนเกินได้ด้วย

น้ำมะนาวสำหรับร่างกายที่แข็งแรง
มะนาวช่วยในการป้องกัน โรคเบาหวานและหลอดเลือด
ช่วยเพิ่มการทำงานของตับ โดยการเสริมสร้างเอนไซม์ตับ
ช่วยการทำงานของตับให้ราบรื่นขึ้น ช่วยฟอกออกซิเจนและแคลเซียมในตับ
น้ำมะนาวสามารถช่วยในการรักษาอาการเจ็บคอ
มันเป็นหนึ่งในผลไม้ที่มีประสิทธิภาพในการรักษาเลือดออกตามไรฟันหอบหืด, การเผาไหม้ความร้อน

น้ำมะนาวสำหรับหญิงตั้งครรภ์
น้ำมะนาวคั้นสดเจือจางด้วยน้ำ เป็นประโยชน์มากสำหรับหญิงตั้งครรภ์
สามารถช่วยในการพัฒนาสุขภาพของ "กระดูก" ทารกในครรภ์, "สมองและเส้นประสาท"

น้ำมะนาวสำหรับผม
มีหลายวิธีที่จะนำประโยชน์จากน้ำมะนาวมาใช้กับผม
เพราะ น้ำมะนาวเป็นยาธรรมชาติที่จะช่วยป้องกันผมเสีย
ข้อแรก คุณสามารถใช้น้ำมะนาวคั้น 5-6 หยด ชโลมโดยตรงลงไปบนหนังศีรษะ
ข้อสอง นำน้ำมะนาวผสมกับไข่ก่อนจะหมักลงบนผม และข้อสาม นำน้ำมะนาวผสมกับ oil
แล้วชโลมผมทิ้งไว้ก่อนสระ นอกจากนี้ยังสามารถผสมน้ำมะนาวกับน้ำมะพร้าวชโลมเส้นผมเพื่อป้องกันผมร่วง
น้ำมะนาวยังมีคุณสมบัติในด้านต่อสู้กับปัญหารังแคบนหนังศีรษะได้ดีอีกด้วย

น้ำมะนาวสำหรับผิว
น้ำมะนาวพร้อมกับส่วนผสมอื่น ๆ สามารถนำมาใช้บนใบหน้า
เช่น กลีเซอรีน หรือ ไข่ขาว จะทำให้ผิวหน้าของคุณเปล่งปลั่ง "น้ำมะนาว" ผสมกับ "น้ำมันมะกอก"
จะมีประสิทธิภาพช่วยผิวที่เป็นกลาก แต่ถ้าอยากให้ผิวสวยจากภายใน
ตอนเช้าดื่มน้ำมะนาวพร้อมน้ำผึ้งไปเลย

ปล. แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นจะได้ผลไม่ได้ผลอันนี้ต้องไปลองเองคะ จะได้ไม่ต้องมาถกเถียงกัน ว่าจริงไม่จริง
การกินสมุนไพรหลายๆอย่าง บางทีก็อยู่ที่ธาตุในตัวเราด้วยคะ  (น้ำผึ้ง เป็น ฤทธิ์ร้อน คะ)

อายุรวัฒน์เวชศาสตร์ ผลประโยชน์ของมะนาวผสมโซดา



อายุรวัฒน์เวชศาสตร์ ผลประโยชน์ของมะนาวผสมโซดา

ตัด ทิ้งบางๆของมะนาวใส่ในแก้วหรือในโถเหยือก และดื่มมัน ..จะกลายเป็นน้ำที่มีความเป็นด่างสูงมาก น้ำที่มีความเป็นด่างนี้เองจะไปทำให้เชื่อโรคต่างๆในร่างกาย ไม่สามารถเจริญเติบโตได้ เพราะความเป็นด่างของน้ำนี้เอง ที่ทำลายเชื้อโรค และดื่มมันทั้งวัน เพียงแต่ใช้น้ำดื่มนี้ ดื่มตลอดทุกวัน จะทำให้ท่านมีสุขภาพดีมาก ประโยชน์ที่มหัศจรรย์ของมะนาวนี้เอง จะอธิบายดังต่อไปนี้



สถาบันทางวิทยาศาตร์อนามัยนี่คือยาที่ มีผลต่อมะเร็งดีเยี่ยมล่าสุดของโลก โปรดอ่านแล้วท่านตัดสินเองแล้วกัน มะนาวเป็นผลิตผลที่มหัศจรรย์มากที่สามารถฆ่าเซลมะเร็งได้มากกว่า 1 หมื่นเท่า มากกว่าเคโมเทอราฟี .. ทำไมเราไม่รู้เรื่องนี้เลย เพราะว่าปฏิบัติการห้องแล็บส่วนใหญ่นั้น ไม่ยอมพูดเรื่องนี้เลย และก้อจะทำให้สูญเสียผลประโยชน์อันยิ่งใหญ่ไป


เราท่านทั้งหลายสามารถช่วยเพื่อนท่านได้ ในการบอกให้เขาหรือเธอเหล่านั้น ว่าน้ำมะนาวนั้นมีประโยชน์ยิ่งในการป้องกัน โรคภัยไข้เจ็บ มีรสชาติที่ดี และไม่มีผลข้างเคียงเหมือนการฉีดคีโมฯคนมากหลายอาจจะตาย ในขณะที่ความลับที่ป้องกันมะเร็งนี้ได้ถูกเก็บงำเอาไว้ เพื่อไม่ให้ต้องการทำลายผลประโยชน์ นับล้านๆ กับบริษัทยาใหญ่ ๆ ท่านทราบไหมว่าต้นมะนาวนี้ (มะนาวแป้น และ หรือมะนาวทุกชนิด) ท่านจะกินมะนาวเหล่านี้ในวิธีต่างๆก็ได้ เช่นกินเปลือก กินน้ำ หรือคั้น หรือเตรียมเป็นเครื่องดื่มใดๆแล้วแต่ที่เราชอบ และมันทำได้หลายอย่าง โดยเฉพาะถ้าดื่มน้ำมะนาวผสมกับโซดาจะทำให้ผลประโยชน์ของน้ำมะนาวดังกล่าวสูบ ฉีดเข้าร่างกายได้ดียิ่งขึ้น



สิ่งที่น่าสนใจคือมันขจัดซีด หรือก้อนเนื้อร้าย .. ผลไม้ชนิดนี้ พิสูจน์แล้วว่าสามารถต่อต้านมะเร็งได้ อย่างดีเยี่ยม มีคนกล่าวไว้ว่ามันมีผลประโยชน์ สำหรับมะเร็งหลายชนิด อาจกล่าวได้เลยว่ามันสามารถป้องกันการอักเสบของเชื้อแบตทีเรีย และเชื้อราต่างๆ สามารถที่จะต่อต้านพาราไซส์ที่อยู่ข้างใน มันทำให้เลือดที่สูงเกินไปหรือต่ำเกินไปเข้าสู่ภาวะปกติ มันทำให้คลายเครียด ต่อต้านโรคประสาท โรคฟุ้งซ่านได้ด้วย


ข่าวสารเรื่องนี้หน้า สนใจมาก มันมาจากบริษัทยาใหญ่หลายบริษัทในโลก ซึ่งมากกว่า 20 บริษัทได้ทำการทดลองเรื่องนี้ ผลการทดลองเปิดเผยออกมาได้ว่า มะนาวนี้สามารถทำลายเนื้อร้ายที่รุนแรง (มะเร็ง)ได้ถึง 12 ชนิดโดยเฉพาะอย่างยิ่งมะเร็งลำไส้เล็ก มะเร็งเต้านม มะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งปอด มะเร็งตับอ่อน ส่วนผสมของไซทัสหรือมะนาว มีความสามารถในการทำลายมะเร็งได้มากกว่ายาที่ใช้การทำคีโม ทำให้การเจริญเติบโตของเซลมะเร็งนั้นหยุดอยู่กับที่ และนอกจากนี้มันยังเป็นสิ่งที่น่าประหลาดใจมาก การรักษาด้วยมะนาวนี้ สามารถทำลายต่อต้านมะเร็งได้อย่างรุนแรง แต่ไม่มีผลข้างเคียง


ต้องการอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม ขอเชิญเปิดอ่านที่นี่


มะนาว+โซดา ฆ่าเซลมะเร็งได้
เห็นว่าหลายๆคนหลายๆครอบครัวที่ ต้องเสียชีวิตเนื่องจาก มะเร็งกันเยอะ
พอดีมีโอกาศได้ ข้อมูลนี้มา ลองอ่านๆกันดูละกัน
สำหรับผม ไม่มีอะไรจะเสียนะ มะนาว หาได้ง่ายตามตลาดทั่วไป โซดา จะ
สิงห์+ช้าง เลือกเอาตามสะดวกเลย


มะนาว+โซดา ?
มะนาว เลือกลูกเขียวๆ ใช้จำนวน 2ลูก + โซดา 1ขวด


สรรพคุณ สามารถ ฆ่าเซลมะเร็งได้ผลกว่าการ คลีโมฯ 10,000เท่า
อ่านว่า หนึ่งหมื่นเท่า .....


วิธีกิน กินเช้า เย็น หรือ เช้า กลางวัน และ เย็น ก็ได้
การกินมะนาว+โซดา
ไม่มีผลเสียอะไรต่อร่างกายทั้งสิ้น การคลีโมฯ ยังมีผลทำให้่เซลดีๆ
ของร่างกายต้องตายไปด้วย แต่การใช้ น้ำมะนาว+โซดา จะฆ่าเซล
มะเร็งพวกนี้ได้ 100%


แล้วทำไมถึงไม่มีการเผยแพร่ ออกมา
ตอบแบบง่ายๆ ถ้าแพร่ออกมา อย่างเป็นทางการ บริษัทยาทั่วโลกก็เจ๊งชัย
นี่คือความเลวทรามของ มนุษย์ที่เอาเปรียบมนุษย์ด้วยกัน วิธีนี้ถูกค้นพบนาน
แล้ว แต่ถูกปกปิดเอาไว้ ไม่ให้ผลรายงานนี้ออกมาสู่สาธารณะ



ทำไมต้องโซดา?
ใช้ผสมกับน้ำก็ได้ แต่จะได้ผลช้า แต่ถ้าใช้กับ โซดา มันจะเหมือนๆกับเครื่องยนต์เวลาติดเทอร์โบ จะได้ผลเร็ว และรุนแรงกว่ามาก


วิธีรักษามะเร็ง แบบได้ผล
แถมต้นทุนประหยัดแบบสุดๆแบบนี้ ใครมีคนรู้จักเป็นมะเร็งอยู่ ให้เอาไปบอกบุญกันได้



สรรพคุณของมะนาว




ชื่อพื้นเมืองอื่นๆ
ส้มมะนาว (ทั่วไป)
โกรยชะม้า (เขมร-สุรินทร์)
ปะนอเกล มะนอเกละ มะเน้าด์เล (กระเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน)
ปะโหน่งกลยาน (กระเหรี่ยง-กาญจนบุรี)
ลีมานีปีห์ (คาบสมุทรมาเลย์)
หมากฟ้า (ชาน-แม่ฮ่องสอน)

ลักษณะทั่วไปของมะนาว





ลำต้น
มะนาว เป็นไม้ผลยืนต้นขนาดเล็ก มีลักษณะเป็นทรงพุ่ม มีความสูงเฉลี่ย 10-20 ฟุต ลำต้นมีลักษณะโค้งงอไม่ค่อยแข็งแรง เปลือกของลำต้นมีสำน้ำตาลปนเทา กิ่งอ่อนของมะนาวมีสีเขียวอ่อน เมื่อแก่ สีจะเข้มขึ้นจนเป็นสีน้ำตาล ส่วนกิ่งที่แก่มากจะเป็นสีเทา การออกของกิ่งก้านไม่ค่อยเป็นระเบียบ บนลำต้นและกิ่งก้านจะมีหนาม หนามมีลักษณะแหลม มีทั้งหนามสั้นและหนามยาว มีสีเขียวเข้มและสีเขียวอมเหลือง ส่วนบริเวณปลายหนามมีสีน้ำตาล เมื่อแก่ขึ้นหนามจะแห้งตายไป


ใบ
ใบของมะนาวมีลักษณะเป็นใบ เดี่ยว คือมีแผ่นใบอันเดียว ใบมีขนาดเล็กกว้างประมาณ 3-6 ซม. ยาวประมาณ 6-12 ซม. รูปร่างเป็นแบบรีหรือทรงไข่ ฐานใบมีลักษณะกลม ปลายใบมีรูปแหลม ป้าน ขอบใบเป็นคลื่น หรือเป็นหยักละเอียด ก้านใบสั้น และมีปีกใบแคบหรืออาจไม่มีปีกใบก็ได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับพันธุ์มะนาว ใบอ่อนมีสีเขียวจางเกือบเป็นสีขาว ใบแก่มีสีเขียวเข้ม ผิวใบด้านบนละเอียดเป็นมัน ส่วนผิวใบด้านล่างค่อนข้างหยาบและมีสีจางกว่า เมื่อทำการขยี้ใบจะมีกลิ่นแรง


ดอก
ดอกมะนาวอาจเกิดเป็นดอก เดี่ยวหรือช่อก็ได้ มีทั้งที่เป็นดอกสมบูรณ์และไม่สมบูรณ์ ดอกจะออกบริเวณซอกใบและปลายกิ่ง ดอกมะนาวมีขนาดเล็ก ดอกที่ตูมจะมีขนาดความยาว 1-2 ซม. กลีบเลี้ยงมีสีเขียว ส่วนกลีบดอกมีสีขาว และด้านท้องกลีบดอกอาจมีสีม่วงอมแดงเจืออยู่ด้วย กลีบดอกมีลักษณะเป็นรูปถ้วย มีจำนวน 4-5 อัน จำนวนกลีบในและกลีบนอกมีจำนวนเท่าๆกัน แต่ละกลีบมีขนาด 0.8-1.2 ซม. ดอกมะนาวมีเกสรตัวผู้มากมายถึง 20-40 อัน เชื่อมติดกันเป็นกลุ่ม กลุ่มละ 4-8 อัน เกสรตัวเมียมีรังไข่รูปร่างเป็นทรงกระบอก ใน 1 ดอก จะมีรังไข่ประมาณ 9-12 อัน


ผล
ผลมะนาวมีรูปร่างแตกต่างกันไป ตามชนิดของพันธุ์ มีทั้งรูปร่างยาวรี รูปไข่ และรูปร่างกลม ที่ก้นผลมีลักษณะเป็นจุกหรือปุ่มเล็กๆ ผลโดยทั่วไปมีขนาดความยาว 3-12 ซม. เปลือกมีลักษณะขรุขระ และมีต่อมน้ำมันที่เปลือกผิว ผิวเปลือกเมื่อยังอ่อนจะมีสีเขียว เมื่อสุกจะมีสีเหลืองหรือสีทอง ใน 1 ผลจะมีกลีบอยู่ 8-10 กลีบ ในกลีบจะมีถุงน้ำที่มีลักษณะเล็ก หัวท้ายแหลม บรรจุอยู่เป็นจำนวนมาก เนื้อมะนาวมีสีเหลืองอ่อน มีรสเปรี้ยวและมีกลิ่นหอม


ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์ของมะนาว


มะนาว มีถิ่นกำเนิดที่ไหนยังไม่ปรากฎหลักฐานแน่ชัด บางคนกล่าวว่าเป็นพืชพื้นเมืองของอินเดีย และประเทศในเอเชียตะวันตกเฉียงใต้ แต่บางคนกล่าวว่ามะนาวเป็นพืชพื้นเมืองของหมู่เกาะอินเดียตะวันออก แล้วได้แพร่กระจายพันธุ์เข้าสู่แผ่นดินใหญ่ของทวีปเอเชีย อย่างไรก็ตามมะนาวก็ได้แพร่กระจายพันธุ์ไปยังส่วนต่างๆของโลก โดยเฉพาะในเขตร้อนและกึ่งร้อนอย่างกว้างขวาง และได้มีผู้สันนิษฐานไว้ว่า ชาวอาหรับเป็นผู้นำมะนาวจากอินเดียไปปลูกในปาเลสไตน์ เปอร์เซีย อียิปต์ และยุโรป หลังจากนั้นมะนาวก็ได้แพร่กระจายไปยังหมู่เกาะอินเดียตะวันตกและอเมริกา ตั้งแต่ คริสต์ศตวรรษที่ 16 โดยนักสำรวจชาวสเปนและโปรตุเกสนำไปปลูก


สำหรับ ประเทศไทยนั้นเชื่อว่าการปลูกมะนาวมีมาก่อนสมัยรัตนโกสินทร์ และได้มีการปลูกติดต่อกันมาเรื่อยๆจนถึงปัจจุบัน ในสมัยก่อนมักมีการปลูกมะนาวไว้ในสวนหลังบ้าน เพื่อนำผลมาใช้ประกอบอาหารในครัวเรือนเท่านั้น โดยจะปลูกกันเกือบทุกครอบครัว แต่ยังไม่มีใครคิดจะปลูกมะนาวเป็นการค้าอย่างจริงจัง ต่อมาบ้านเมืองเจริญขึ้น ทำให้พื้นที่ทำการเกษตรมีน้อยลง เนื่องจากนำพื้นที่ไปใช้ในอุตสาหกรรม และด้านอื่นๆ ประกอบกับจำนวนพลเมืองที่เพิ่มมากขึ้น จึงทำให้ความต้องการมะนาวไปใช้ประกอบอาหารในครัวเรือน และใช้มะนาวในอตสาหกรรมต่างๆมีมากขึ้นเป็นเงาตามตัว ดังนั้นจึงมีผู้หันมาปลูกมะนาวในเชิงการค้า โดยใช้พื้นที่ปลูกมากๆ มีการปฏิบัติดูแลรักษาที่ถูกต้อง มีการปรับปรุงระบบการปลูก และวิธีเพิ่มผลผลิตต่อพื้นที่ให้ได้มากที่สุด ซึ่งในประเทศไทยมีแหล่งปลูกที่สำคัญๆ ได้แก่ จังหวัดเพชรบุรี อยุธยา ราชบุรี และนครปฐม


ประโยชน์ของมะนาว

มะนาวเป็นผลไม้พื้นๆ ที่ใช้บริโภคกันในชีวิตประจำวันอยู่แล้ว แต่มีน้อยคนนักที่จะรู้ว่ามะนาวลูกเล็กๆนั้น มีประโยชน์ในการรักษาโรคต่างๆได้มากมายหลายโรคด้วยกัน ไม่เพียงแต่คนไทยเท่านั้นที่ใช้มะนาวรักษาโรค ประเทศเพื่อนบ้านของเรา เช่น มาเลเซีย จีน และอินเดีย เขาก็ใช้มะนาวกัน ประเทศเพื่อนบ้านที่ไกลออกไป เช่น อังกฤษ ฝรั่งเศส และประเทศแถบอเมริกาตะวันตกก็ใช้มะนาวแก้ไอและรักษาโรคอื่นๆเช่นเดียวกัน ประโยชน์ของมะนาวในแง่การนำมาใช้เป็นสมุนไพร มีดังนี้


1. แก้ไอออกเลือด (ไอมีเลือดปน)
- ใช้น้ำผึ้ง 1 ช้อนชา มะนาว 4 ลูก เกลือ 1 ช้อน หรือประมาณ 3-4 เม็ด ผสมให้เข้ากันดี ให้มีรสเปรี้ยวเค็มหวาน ใช้จิบทุกครั้งที่ไอ
-.ใช้มะนาว 108 ใบ เบี้ยจั๊กจั่น 11 ตัว ปูนขาวหนักประมาณ 4 บาท
วิธีทำ คั้นน้ำมะนาว ใส่เบี้ยจั๊กจั่นและปูนขาวปนกัน ดองประมาณ 3 คืน รับประทานครั้งละจอกชา แก้ไอออกเลือดดี


2. ต่อมทอนซิลอักเสบ
- เอาน้ำมะนาว น้ำผึ้งและปูนขาวผสมดื่ม แก้ทอนซิลอักเสบ


3.แก้ซาง,ตุ่มในคอเด็ก,เสมหะ
- เมล็ดมะนาวขับเสมหะแก้โรคซางของเด็ก แก้เม็ดยอดในปากโดยเอาเม็ดมะนาวเผาไฟ บดให้ละเอียด ใช้น้ำมะนาวหรือรากของมะนาวฝนกันน้ำเป็นกระสาย ผสมเข้าด้วยกัน แล้วกวาดซางเด็ก
- ให้เอาน้ำมะนาว 1 ช้อนชา แล้วเอารากมะนาวฝนให้ข้นดี แล้วจึงเอาไปล้วงคอเด็กสัก 2-3 ครั้งก็หาย
- ใช้เม็ดมะนาวเคี้ยวกิน ขับเสมหะ ใช้ติดต่อกัน 7 วัน ได้ผลดี


4. แก้เสียงแหบแห้ง
- มะนาวทำให้เสียงไม่แหบแห้ง ตื่นตอนตอนเช้าทุกครั้งให้ผ่ามะนาวครึ่งหนึ่ง จิ้มเกลือบีบน้ำลงคอกลืนกิน ทำทุกเช้าทุกวัน ทำให้เสียงไม่แหบแห้ง


5. ก้างติดคอ
- เมื่อก้างปลาติดคอ เอามะนาว 1 ลูกคั้น เอาแต่น้ำ เติมเกลือ น้ำตาลนิดหน่อยกรอกลงไปให้ตรงก้างที่ติดคอ อมไว้สักครู่ แล้วจึงค่อยกลืน ก้างจะอ่อนตัวหลุดลงไปในกระเพาะ
- ก้างปลาติดคอซึ่งเป็นชิ้นเล็กๆ เมื่อกลืนน้ำลายจะทำให้รำคาญเท่านั้น ให้ผ่ามะนาวแล้วนำมาอมไว้ในปาก อมจนรู้สึกรสเปรี้ยวของมะนาวเจือจางสัก 2-3 หน จะทำให้ก้างหลุดออกไปได้


6. แก้ไข้
- นำใบมะนาวมาหั่นฝอยๆ ชงด้วยน้ำเดือด ดื่มแบบน้ำชาจะช่วยลดไข้และใช้อมกลั้วคอฆ่าเชื้อโรคได้อีกด้วย
- ประเทศในทวีปอาฟริกาตะวันตกนิยมใช้เปลือกรากมะนาวต้มเป็นยาแก้ไข้อย่างดี และใช้ใบทำเป็นยาชงกินแก้ไข้ที่มีอาการตัวเหลืองเล็กน้อย นอกจากนี้ยังใช้น้ำมะนาวดื่มแก้กระหายน้ำ แก้ไข้อีกด้วย
- ที่ประเทศอินเดีย ถ้าเป็นไข้หวัดใหญ่ นิยมรักษาโดยดื่มน้ำมะนาวแล้วพักผ่อน ถ้าเป็นไข้หวัดธรรมดา จะรับประทานผลอินทผลัมและดื่มน้ำมะนาวรักษา


7. แก้ไข้ทับระดู
- เอาใบมะนาว 100 ใบ มาต้มกินแล้วหาย


8. แก้ปวดศีรษะ
- เอามะนาวมาฝานเป็นซีกบางๆ แล้วเอาปูนที่กินกับหมาก ละเลงด้านหน้าของซีกมะนาวนั้นบางๆ แล้วปิดตรงขมับ ทำอยู่ประมาณ 2 อาทิตย์ อาการปวดก็ค่อยหายดีขึ้นทุกวัน
- ใช้น้ำมะนาวผสมกับน้ำตาลสัก 1 แก้ว ดื่มตอนเช้า ช่วยให้หายจากโรควิงเวียนและปวดหัว
- ชาวมาเลเซีย ใช้ใบมะนาวผสมกับน้ำมะนาว บดทำเป็นยาใส่ผมแก้ปวดศีรษะ
- ประเทศในทวีปอาฟริกาตะวันตก ใช้ใบมะนาวตำให้ละเอียดถูศีรษะหรือเคี้ยวรากมะนาวแก้ปวดศีรษะ


9. แก้เลือดออกตามไรฟัน
- เกิดจากการขาดวิตามินซี ทำให้เหงือกบวมและมีเลือดออกตามไรฟันเป็นประจำ หรือมีเลือดออกได้ง่าย เช่น มีเลือดกำเดาไหล มีจุดพรายย้ำขึ้นตามผิวหนัง อาจมีเลือดออกจนซีดได้ ถ้าอาการรุนแรง จะมีอาการปวดน่อง ข้อเท้าบวม การรักษาให้กินมะนาวหรือผลไม้เปรี้ยวๆ เช่น ส้ม จะแก้ได้
- แก้โรคลักปิดลักเปิดหรือเลือดออกตามไรฟัน ใช้มะนาวถูฟันสักพักเลือดก็จะหยุด


10. แก้เหงือกบวม
- ใช้ลำสีชุบมะนาวเช็ดที่เหงือกวันละ 2 ครั้ง เช้าและเย็น


11. แก้ลิ้นเป็นฝ้า
- ใช้ลำสีชุบมะนาวเช็ดที่ลิ้นวันละ 3ครั้ง


12. ขจัดคราบบุหรี่
- ใช้มะนาวถูฟันที่มีคราบบุหรี่จับ เมื่อใช้มะนาวถู คราบนั้นจะหาย ถ้าฟันผู้ที่รับประทานหมากต้องถูกบ่อยๆ ถ้าจับมากหลายวันแล้วต้องถอดฟันแช่น้ำมะนาวไว้ค้างคืน ( หมายถึงผู้ใส่ฟันปลอมนะ) ฟันจะขาวสะอาดเงางาม


13. ยาบ้วนปาก
- บีบน้ำมะนาวลงในแก้วสัก 2-3 หยดเท่านั้น บ้วนปากได้สะอาดยอดเยี่ยม


14. แก้เป็นลมวิงเวียน อยากอาเจียน
- ใช้มะนาวผ่าซีก โรยเกลือป่น เหยาะน้ำตาลทรายขาวสักนิดบีบกินลงไปพักเดียวหายเป็นปลิดทิ้ง ไม่ว่าจะเป็นอาการคลื่นไส้จากการตั้งครรภ์ เมารถ แพ้อากาศ มะนาวช่วยคุณได้
- ใช้มะนาวจิ้มเกลืออมไว้ในปากสักครูจะรู้สึกสดชื่นจากการเป็นลมวิงเวียน หน้ามืดได้
- ใช้เปลือกมะนาวแกะออกแล้วบีบหรือดมใกล้จมูก แก้เป็นลม วิงเวียน หน้ามืดตาลาย
- ด้านประเทศฟิลิปปินส์และประเทศจีน ใช้เปลือกลูกมะนาวขยี้ใก้ดมแก้คลื่นไส้หรือเป็นลม หมอพื้นเมืองชาวอินเดีย นิยมใช้น้ำมะนาวแก้อาเจียน


15. แก้วิงเวียนเมื่อคลอดบุตร
- เอามะนาวปอกใส่ภาชนะ 2-3 ลูก เพื่อให้คนที่คลอดบุตรนั้นกินแก้วิงเวียน หน้ามืด ตาลาย
- เอามะนาว 3 ผล เกลือป่นและพริกไทยป่นพอควร ละลายด้วยน้ำร้อน แทรกเหล้าโรงประทาณให้ได้สักครึ่งถ้วยชา เวลาตกฟากรับประทาน 1 ครั้ง หรือรับประทาณต่อไปอีกก็ได้


16. แก้เมาเหล้า เมายา
- ดื่มน้ำมะนาวหรืออมกับเกลือ สำหรับคนเมาเหล้าหรือวิงเวียนจะเป็นลม


17. แก้ลมเงียบ
- เอาใบมะนาวมาต้มกินกับยาหอมประมาณ 1 อาทิตย์


18. แก้ตาแดง
- เอามะนาวผ่า แล้วเอาเมล็ดในออกให้หมด แล้วก็บีบเอาน้ำมะนาวหยอดลงในตกทั้ง 2 ข้างหลายๆหยด สัก 1-2 นาที พอหายแสบแล้วล้างหน้าด้วยน้ำสะอาด เช็ดหน้าเรียบร้อยแล้วก็สบาย และใช้มะนาวต่อไปเรื่อยๆจนกว่าจะหายตาแดง


19. บำรุงตา
- ใช้มะนาวสดทั้งลูกฝานตามที่เห็นสมควร แล้วบีบใส่ตาประจำ ประมาณเดือนหรือสองเดือนครั้งก็ใช้ได้ ( เนื่องจากตาเป็นอวันวะที่บอบบางมาก และน้ำมะนาวนั้นหยอดลงไปแล้วจะรู้สึกแสบตา ดังนั้น เพื่อป้องกันอันตรายที่จะเกิดขึ้นจึงไม่ควรใช้น้ำมะนาวนี้หยอดตา)


20. บำรุงผิว
- เอาเปลือกที่บีบเอาน้ำออกแล้ว นำมาทาบริเวณข้อศอก คาง เข่า ฝ่าเท้า ส้นเท้า ช่วยให้ส่วนเหล่านั้นนุ่มนวลได้อย่างดี


21. แก้ผิวแตก
- ใช้มะนาวทาผิวหนังทำให้ชุ่มชื้น ไม่แตกกร้านในช่วงอากาศแห้ง


22. แก้สิวฝ้า
- ในกรณีที่สิวไม่มีการอักเสบติดเชื้อเป็นหนอง การรักษาอย่างง่ายที่ถูกวิธี คือ การทำความสะอาดใบหน้า เพื่อลดไขมันและกำจัดสิ่งอุดตันตามรูขุมขนบนใบหน้า หรือบริเวณอก คอ ที่มีสิวขึ้น ฉะนั้นมะนาวจะช่วยรักษาสิงให้ลดน้อยลงได้ เพราะน้ำมะนาวมีสภาวะเป็นกรดอ่อนๆจะทำให้เนื้อเยื่อที่ตามแล้วหลุกออกไป ทำให้ลดการอุดตันของรูขุมขน กรดอ่อนๆจะช่วยกำจัดเชื้อโรคและช่วยกำจัดไขมันได้บ้าง
วิธีใช้ คือ ล้างหน้าด้วยสบู่ธรรมดาให้สะอาดแล้วผ่ามะนาวทาบริเวณที่มีสิวขึ้นให้เปียก ชุ่มจนทั่ว ทิ้งไว้ประมาณ 15 นาที จึงล้างออกด้วยสบู่อีกครั้ง ทำเช่นนี้วันละ 1-2 ครั้ง เช้าและเย็น
- ใช้แป้งดินสอพองกับน้ำมะนาวทาบริเวณที่เป็นสิวก่อนนอนทุกวัน สิวจะค่อยๆยุบหายไปในที่สุด
- ใช้น้ำมะนาว 1 ช้อนชา ไข่ขาว 1 ช้อนชา ผสมกันให้เป็นเนื้อเดียวกัน แล้วเอาไปแต้มที่ตุ่มสิว หรือผู้ที่ไม่มีสิว ใช้ทาบางๆทั่วไปประมาณ 30 นาที แล้วจึงล้างออกด้วยน้ำสบู่ หน้าจะนิ่มนวลอยู่เสมอ



23. ลบรอยแผลเป็น
- รอยแผลเป็นจากอุบัติเหตุ ใช้น้ำมะนาวผสมดินสอพองทาบริเวณที่เป็น ทำให้หน้าไม่ดำ หรืออาจใช้ใบมะลิสดตำผสมเพิ่มเข้าไปอีกก็ได้

24. แก้ขาลาย
- คนที่มีขาลายเป็นจุดด่างดำเม็ดเล็กๆนั้น แก้ได้โดยเอาน้ำมะนาวบีบใส่ดินสิพองหมาดๆ แล้วทาทุกๆคืนก่อนนอน พอรุ่งเช้าก็ล้างออก ทำอย่างนี้ทุกวัน ไม่นานวันรอยด่างดำก็ลบหายไปเอง

25. แก้น้ำเหลืองเสีย
- ใช้ใบมะนาว 108 ใบกับเกลือหรือดีเกลือ 2 บาท หรือประมาณ 3 ช้อนคาวรวมกัน ต้มรับประทานเป็นยาระบายถ่ายน้ำเหลืองเสีย รับประทานครั้งละครึ่งถ้วยแก้วกลาง วันละ 1 ครั้งก่อนเข้านอน

26. แก้ส้นเท้าแตก
- เอามะนาวสดผ่าซีกแล้วบีบมะนาวให้หยดลงบนบริเวณที่เป็นแผลนั้น เพียงวันละ 2-3 ครั้ ภายใน 7 วัน โรคส้นเท้าแตกจะหายไปเอง

27. ดับกลิ่นเต่า
- ใช้น้ำมะนาวทารักแร้ป้องกันกลิ่นเต่า

28. แก้โรคผิวหนัง
- ประเทศแถบทวีปอาฟริกาตะวันตกและประเทศอินเดีย ใช้น้ำมะนาวทาแก้โรคผิวหนัง แต่ของอินเดีย เวลาอาบน้ำ ห้ามฟอกสบู่บริเวณที่เป็น

29. แก้กลาก เกลื้อน หิด
- นำกำมะถันตำให้ละเอียดบีบมะนาวใส่พอสมควร ทาบริเวณที่เป็นเกลื้อนหลังอาบน้ำและก่อนนอน เคยใช้กับญาติโยมหลายราย ผลออกมาแล้วหายเกือบ 90 เปอร์เซ็นต์
- ใช้มะนาวผ่าซีกแตะผงกำมะถันแล้วมาถูบริเวณที่เป็นหิด กลากเกลื้อนจะกายในเร็ววัน

30. แก้หูด
- เอาเปลือกมะนาวหมักกับน้ำส้มสายชู 2 วัน ตัดเปลือมะนาวมาปิดที่หูด ปิดทับด้วยพลาสเตอร์ค้างคืนไว้ รุ่งเช้าจึงเอาออก ให้ทำเช่นนี้นาน 2 อาทิตย์

31. แก้พุพอง
- ใช้รากมะนาวฝนกับน้ำซาวข้าว ทาแก้พุพอง แสบร้อน

32. แก้น้ำกัดเท้า
- ใช้มะนาวทาที่เป็นตุ่มคัน น้ำกัดเท้า ทาแล้วทิ้งให้แห้ง ล้างออกด้วยน้ำสบู่ ให้ผ้าเช็ดให้แห้ง แล้วเอาแป้งทา ตุ่มคันก็จะหาย

33. แก้ปูนซีเมนต์กัด
- เวลาถูกปูนซีเมนต์กัดตามมือ เท้า เอามะนาวมาตัดกลางลูก แล้วบีบน้ำมะนาวตรงที่ปูนกัดก็จะหาย

34. แก้คัน
- ใช้มะนาวตัดกลางลูกรมไฟพออุ่น ถูทาตามที่คันภายใน 2-3 วัน จะหาย
- เรื่องแก้คันนี้ในประเทศอินเดีย ใช้มะนาวผสมน้ำผึ้ง ทาบริเวณที่คันและเวลาอาบน้ำ อย่าฟอกสบู่บริเวณที่คัน ใช้ทาทุกครั้งเมื่อรู้สึกคัน

35. แก้หนอนคัน
- แถวชนบทมีตัวหนอนหลายชนิด เมื่อเราไปถูกมันเข้าจะทำให้เนื้อตรงบริเวณนั้นคันมาถึงกับเน่าเปื่อยก็มี ถ้าไปถูกตัวหนอนแล้วคันแต่ยังไม่เปื่อยเป็นแผล ให้เอามะนาวผ่าซีกถูตรงที่คันนั้น แต่ถ้าเปื่อยเป็นแผลแล้ว ให้เอาบานไม่รู้โรยมาตำกับปูนที่กินกับหมากผสมน้ำเล็กน้อย ทาตรงแผยเปื่อยรับรองหาย

36. แก้พิษแมลงสัตว์กัดต่อย
- ใช้ระงับความเจ็บปวดจากพิษแมลงได้ โดยใช้มะนาวพอกบริเวณปากแผลทิ้งไว้ 2-3 นาทีแล้วเปลี่ยนใหม่ทำดูจะหายปวด
- ในประเทศจีน ใช้ผลสดคั้นเอาน้ำ ทาบริเวณที่ถูกตะขาบกัด แมลงป่องต่อยทันทีจะแก้ได้

37. แก้สังคัง
- ใช้มะนาวผ่าซีก ทาก่อนนอนและหลังตื่นนอน เพียงไม่กี่วันก็หาย

38. ใช้สระผม แก้คันศีรษะ
- ใช้น้ำมะนาวสระผมทำให้ผมสะอาด หอม
- ถ้าคันศีรษะบ่อย ใช้น้ำมะนาวนวดศีรษะให้ทั่วสักครู่ก่อนสระผมจะแก้ได้

39. แก้หัวโน
- ใช้แป้งดินสอพองผสมน้ำมะนาว ทาตรงที่ช้ำบวมสักพักใหญ่ๆ อาการปวดบวม ปูด ก็จะยุบ หมั่นทาวันละ 1-2 ครั้ง ภายใน 2 วันก็จะหายไปเอง

40. แก้ผิวหนังฟกช้ำ
- ผสมน้ำมะนาวกับดินสอพองข้นๆ ทาบริเวณที่มีอาการผิวเนื้อถูกกระแทกเขียวฟกช้ำ หรือบวมโน จะหายเป็นปกติ

41.แก้หนามปัก
- แก้หนามปักคา ใช้มะนาวกับน้ำมันตับปลา ใส่ที่แผลจะดูดหนามออกมาได้

42. แก้เล็บขบ
- เอามะนาวมาผ่าตรงส่วนหัวออกขนาดพอสอดนิ้วเข้าไปได้ ใช้มีดคว้านเอาเนื้อข้างในออกเล็กน้อย เสร็จแล้วเอาปูนทาบางๆ แล้วเอานิ้วสอดเข้าไป แล้วทิ้งไว้ ทำดังนี้ 2-3 ครั้ง อาการเล็บขบจะหายไป

43. แก้ปลาดุกยัก
- ใช้มะนาวผ่าซีกแล้วกดหรือถูครงรอยปลาดุกยักสักพักหนึ่ง จะหายปวดภายใน 4-5นาที


44. แก้งูกัด
- แก้งูกัดให้ปฏิบัติดังนี้

1. ให้คนเจ็บนอนราบๆ เพื่อช่วยให้เลือดไหลเวียนทั่วร่างกายช้าลง และพิษงูจะได้แผ่ซ่านช้าลงด้วย

2. ถ้าถูกงูพิษกัดที่แขนและขา ให้เอาเชือกรัดเหนือแผลหน่อย กะให้รัดอยู่ในระหว่างแผลกับหัวใจของคนเจ็บ การรัดให้รัดพอให้เลือดตรงผิวหนังนั้นหยุดไหลเพื่อกันไม่ให้พิษผ่านเข้าเส้น โลหิตดำเท่านั้น ไม่ต้องรัดแน่นมากจนหลอกเลือดที่อยู่ลึกลงไปพลอยหยุดไหลไปด้วย ถ้ารัดพอดีๆจะสังเกตเห็นน้ำเหลืองไหลซึมออกจากแผลอยู่เรื่อยๆ

3. ใช้ใบมีดโกนที่สะอาดและฆ่าเชื้อแล้ว กรีดลงบนแผลเป็นรูปกากบาท ลึกสัก 1 ใน 8 นิ้ว ยาว สัก 1 ใน 4 นิ้ว ทั้ง 2 เขี้ยว อย่าตกใจว่าจะเสียเลือด เพราะมันจะช่วยล้างพิษออกด้วย ให้ใช้ปากดูดพิษออกมาจากแผลที่กรีด พิษงูจะไม่เป็นอันตรายเมื่อเข้าไปอยุ่ในปาก นอกจากจะมีแผลในปากหรือฟันผุเท่านั้น เมื่อดูดพิษออกมาให้รีบบ้วนทิ้ง แล้ววางน้ำแข็งที่แผลสลับกับการดูดช่วยด้วย และระวังให้แขน ขาที่ถูกงูกัดให้อยู่ต่ำๆไว้
หมายเหตุ ถ้าฟันผุหรือมีแผลในปาก ใช้ขวดอุ่นให้ร้อน (ระวังแตก) เอาปากขวดทาบกับแผล เพื่อช่วยดูดเลือดออกจากแผลแทน

4. ให้กินน้ำมะนาว ขนาดผลโตๆสัก 1 ผล น้ำมะนาวจะไปทำปฏิกิริยากับพิษงูที่แล่นเข้าสู่กระเพาะอาหาร สักครูก็จะอาเจียนออกมา มีเลือดปนเล้กน้อย ซึ่งแสดงว่าพิษงูได้หมดฤทธิ์แล้ว

5.คนเจ็บจะเกิดความมั่นใจและค่อยหายกลัว ให้เขาดื่มกาแฟหรือเครื่องดื่มร้อนๆได้ แต่อย่าให้กินเหล้า

พิษ งูมันเดินเข้าหัวใจอย่างช้าๆ แต่หลังจากที่ถูกงูกัด อาจปวดมากจนถึงกับช็อค ให้คนเจ็บอยู่เงียบๆ เพราะถ้าไปทำอะไรเข้า จะเป็นการเร่งพิษเดินทางเข้าสู่หัวใจเร็วเข้าอีก ให้ใช้น้ำแข็งหรือผ้าชุบน้ำแข็งวางที่แผล จะช่วยบรรเทาอาการปวดลงได้ และรีบนำส่งรักษาที่โรงพยาบาล


45. ป้องกันงู
- เมื่อใช้มะนาวคั้นเอาน้ำหมดแล้ว เอาเปลือกวางท้องเอาไว้ใกล้ๆที่นอน จะทำให้งูไม่มารบกวน เพราะได้กลิ่นมะนาว


46. แก้แมงคาเรืองเข้าหู
- นำน้ำมะนาวอย่างเดียว กรองด้วยผ้า ใช้หยอดหู แก้แมงคาเรืองเข้าหู ถ้าตัวยังไม่ตายจะหนีออกมา ถ้าไม่หนีออกมาตัวจะตายในหู


47. แก้ฝี
- แก้ปวดฝีใช้รากสดฝนกับเหล้าทา
- ขูดเอาผิวมะนาว ผสมกับปูนแดงปิด ฝีจะหาย


48. แก้ฝีมะตอย
- เอามะนาวทั้งลูก มาคว้านไส้ในออกให้เอานิ้วเข้าไปได้ แล้วเอาปูน(กินหมาก)ทาเข้าไปในลูกมะนาวเล็กน้อย แล้วสวมเข้านิ้วที่มีฝีขึ้น


49. แก้แผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก
- ให้เอาน้ำมะนาวมาชะโลมบริเวณที่ถูกไฟไหม้หรือถูกน้ำร้อนลวก มีสรรพคุณดับพิษปวดแสบแวดร้อนได้ผล


50. แก้บาดทะยัก
- เมื่อดถูตะปูตำ หนามเกี่ยว หรือถูกของที่มีคม เอาน้ำมะนาวบีบใส่แผลที่เป็น จะป้องกันบาดทะยักได้


51. แก้ปวดท้อง ท้องอืด ท้องเฟ้อ

- แก้อาการปวดท้อง แน่นท้อง เอาผลมะนาวครึ่งผล บีบเอาน้ำมะนาวใช้กินกับน้ำอ้อย หรือน้ำตาล แก้อาการนี้ได้

- เด็กท้องอืดร้องกวนในเวลากลางคืน เอาปูนเคี้ยวหมากขยี้ลงบนฝ่ามือ บีบน้ำมะนาวคลุกให้ทั่ว แล้วทาท้องด็ก สักครู่เด็กจะผายลม 2-3 ครั้ง แล้วหยุกร้องไห้ หลับสบายตลอดคืน เพราะน้ำมะนาวทำปฏิกิริยากับปูน ให้ความร้อนเกิดความอบอุ่น


52. รักษาโรคกระเพาะ
- เปลือกผลมะนาว ใช้ชงกับน้ำอุ่ม ดื่มเป็นยาขับลมและแก้โรคกระเพาะได้


53. แก้ท้องผูก
- ใช้มะนาว ประมาณค่อนแก้วกาแฟ ใส่เกลือเล็กน้อย ให้เค็มพอประมาณ ดื่มทุกวันเป็นยาระบายได้ดี ทำให้เจริญอาหาร


54. แก้ท้องร่วง
- ประเทศอินเดีย ใช้น้ำมะนาวกับน้ำสะอาดดื่มแก้ท้องร่วง


55. แก้อาหารเป็นพิษ
- น้ำมะนาว น้ำปูนใส เติมเกลือให้มีรสเค็ม กินครั้งละ 1 ช้อนโต๊ะ แก้อาหารเป็นพิษ


56. แก้ผิดสำแลง
- รากมะนาว ฝนกับน้ำซาวข้าวรับประทานแก้ผิดอาหาร ถ้าได้รากมะนาวหวานยิ่งดี
- เอามะนาวบีบเอาน้ำใส่ถ้วย แล้วเอาปูนกินหมากมาแช่น้ำ แล้วเอาน้ำใสๆของปูนมาผสมน้ำมะนาว แล้วรับประทานแก้กินของผิดได้เป็นอย่างดี


57. แก้บิด
- ใช้มะนาวกับน้ำผึ้งเอาเท่าๆกัน กินครั้งละ 1 ถ้วยตะไล สัก 2-3 ถ้วย แก้บิดได้ หรือจะผสมน้ำปูนใส อย่างละเท่าๆกัน ก็ได้ผลเช่นกัน
- ชาวมาเลเซียใช้รากมะนาวต้มกินแก้บิด


58. ขับพยาธิไส้เดือน
- ชาวอินเดียใช้น้ำมะนาวผสมน้ำผึ้งดื่มขับพยาธิไส้เดือน


59. แก้นิ่ว
- เอามะนาวมา บีบมะนาวแช่หินปูน หากหินปูนละลาย ก็เอารากมะนาวนั้นมาต้มกิน แล้วนิ่วก็คือหินปูนในกระเพาะปัสสาวะจะอยู่ได้อย่างไรก็ต้องละลายออกมาหมด อย่างแน่นอน หากนิ่วก้อนใหญ่ก็ต้องใช้เวลาหน่อย


60. แก้ปัสสาวะกระปริบกระปรอย
- ใช้ใบมะนาวสดต้มกินกับน้ำตาลแดง ประมาณ 2-3 วันก็หาย


61. แก้ระดูขาว
- น้ำมะนาว 2 ช้อน เกลือ น้ำตาลนิดหน่อย ผสมน้ำสุก ใส่น้ำแข็งรับประทานแก้และรักษาสตรีมีระดูขาวมากๆ


62. ฟอกโลหิต
- ใช้ใบมะนาว 7 ใบ ต้มผสมกับน้ำ กินครั้งละ 3 ถ้วยชา วันละ 3 เวลา ได้ผลดี


63. แก้โลหิตจาง
- ให้เอาผลมะนาวผ่าซีก บีบเอาเฉพาะน้ำ ผสมกับน้ำหวานแล้วปรุงด้วยเกลือทะเลพอสมควร ใส่น้ำแข็ง ใช้รับประทานบ่อยๆ เป็นยาบำรุงโลหิต แก้โลหิตจาง และทำให้มีฟิวพรรณผุดผ่องมีน้ำมีนวล


64. แก้เหน็บชา
- ให้เอาลูกมะนาวเท่าอายุคนป่วย ใช้มีดบางคมๆ ผ่าสองเอาหนึ่ง ส่วนที่ไม่เอาแล้วแต่เราจะเอาไปทำอะไร ให้เอาน้ำตาลทรายขาว 1 ลิตร เกลือ 1 ลิตร เอาน้ำ 4 ลิตร ต้มให้เดือด ยกลง พอเย็นหน่อยก็เทใส่ไห แล้วจึงเอามะนาวส่วนที่เอาเทลงดองไว้ในไห ปิดปากไห ไปฝังไว้ในข้าวเปลือก 7 วัน แล้วเอาน้ำมากินให้หมด แล้วเอากากไปตำตากแดดให้แห้ง เอามากินให้หมด โรคเหน็บชาจะหายไป


65. แก้ร้อนในกระหายน้ำ
- มะนาวสามารถแก้ความกระหายได้ดี กินน้ำมะนาวใส่น้ำแข็งแล้ว จะรู้สึกชุ่มคอ


66. แก้อ่อนเพลีย
- ใช้มะนาว 1 ผลครึ่ง บีบเอาแต่น้ำใส่แก้ว แล้วใส่น้ำตาลทราย 2 ช้อนโต๊ะ เติมน้ำให้ได้ประมาณครึ่งแก้ว กะให้หวานพอดี ดื่มให้หมด จะรู้สึกกระชุ่มกระชวยดี

- เวลาฟื้นจากไข้ทานอาหารไม่อร่อยหรือไม่อยากทานอะไรเลยต้องแก้ด้วยอาหารที่มี รสเปรี้ยว ใส่มะนาวหรือชงน้ำมะนาวดื่ม หรือกินมะนาวจิ้มยาหอม หรือกินมะนาวจิ้มเกลือ


67. เป็นยาอายุวัฒนะ
- ใช้มะนาว 1 ลูกผ่าออกเอาเม็ดท้อง แล้วคั้นเอาน้ำชงกับน้ำตาล 2 ช้อน และน้ำร้อนพอควร ทำให้แข็งแรงและชุ่มชื่นในลำคอ
- ใช้มะนาว 50 ผล น้ำผึ้ง 1 ขวดขาว พริกไทยร่อนครึ่งลิตรเล็ก ตำพริกไทยให้ป่น ใส่ผ้าขาวบางห่อ ใส่โหลดองรวมกันประมาณ 3 วัน นำมากินได้เป็นยาอายุวัฒนะ


68.ยาเจริญอาหาร
- เอามะนาว 30 ลูกผ่าซีกทั้งเปลือกแล้วเอายาดำหนัก 5 บาท ใส่ดีเกลือเล็กน้อย หร้อมกับเกลือแกงอีกพอประมาณจนรู้สึกว่ามีรสเค็ม เอายาทั้งหมดใส่ขวดโหลดองไว้ประมาณ 3 คืน รับประทานมีสรรพคุณทำให้เป็นยาระบายถ่ายพยาธิ และเจริญอาหาร


69. แก้ความดัน
- เอาใบมะนาว 108 ใบ ต้มรับประทานแก้โรคความดันต่ำและสูง


70. แก้ปวดข้อ ปวดกล้ามเนื้อ (โรครูมาติซั่ม)
- ให้ดื่มน้ำมะนาว ดังนี้
วันที่ 1 ให้ดื่มน้ำมะนาว 2 ผล
วันที่ 2 ให้ดื่มน้ำมะนาว 4 ผล แบ่งให้วันละ 2 ครั้ง
วันที่ 3 ให้ดื่มน้ำมะนาว 6 ผล แบ่งให้วันละ 3 ครั้ง
ให้เพิ่มมะนาวเรื่อยๆจนถึงวันที่ 10 ซึ่งใช้มะนาว 20 ผล แบ่งให้วันละ 5 ครั้ง
วันที่ 11 ให้ดื่มน้ำมะนาวใหม่ 2 ผล
วันที่ 12 ให้ดื่มน้ำมะนาวใหม่ 4 ผล แบ่งให้วันละ 2 ครั้ง
ให้เพิ่มมะนาวเรื่อยๆจนถึงวันที่ 20 ซึ่งใช้มะนาว 20 ผล แบ่งให้วันละ 5 ครั้ง


71. ลดความอ้วน
- การดื่มเครื่องดื่มต้องใส่น้ำตาลน้อยที่สุด และควรดื่มวันละ 8-10 แก้วทุกวัน ตื่นเช้าควรดื่มน้ำมะนาว 1 ผล ในน้ำอุ่นและขนมปังไม่เกิน 1 แผ่น ก่อนอาหารทุกมื้อควรดื่มน้ำมะนาวครึ่งผลผสมน้ำเย็น ก่อนอาหารกลางวันและอาหารเย็นจะช่วยให้อิ่ม อย่าให้ดื่มขณะที่ทานอาหาร ถ้ารู้สึกหิวก่อนเวลาอาหารไม่ว่ามื้อใด ให้รับประทานอาหารที่มีรสเปรี้ยว หรือน้ำส้ม น้ำมะนาวสักแก้ว


72. ใช้ในครัวเรือน
- หุงข้าวให้ขาวและอร่อย บีบน้ำมะนาว 2-3 ช้อนในข้าว แล้วนำไปซาวข้าว เมื่อหุงเสร็จข้างจะขาว สะอาด กินอร่อย ไม่ออกรสมะนาวเลย

- นิ้วมือเวลาเด็ดผักหรือหั่นผัก เนื้อใกล้ๆเล็บมือจะเป็นสีดำมองดูน่าเกลียด ใช้มะนาวถูจะแก้ได้
- เวลาใช้มีดผ่าปลีกล้วย มีดจะเป็นสีม่วงคล้ำ ใช้มะนาวผ่าซีกถูตามใบมีด มีดจะสะอาดดังเดิม
- ทอดไข่เจียวให้ฟูและนิ่ม ขณะตีไข่ให้ใส่มะนาว 4-5 หยด ไข่จะฟูและนิ่ม
- การเชื่อมกล้วยหักมุกให้น่ารับประทาน พอน้ำตาลเดือดเป็นยางมะตูม ให้บีบมะนาวครึ่งซีกตาม แต่กล้วยมากหรือน้อยจะช่วยให้กล้วยใสน่าทาน
- ถ้าต้มปลาสด ต้องการให้ปลาคงรูปไม่เละ ไม่มีกลิ่นคาว ควรบีบมะนาวลงไปสักนิดหน่อย
- ใช้มะนาว 2-3 ผล แทรกไว้ในข้าวสาร จะช่วยป้องกันมอดได้
- เปลือกมะนาวใช้เช็ดภาชนะ ทองเหลือง ทองแดง เครื่องเงิน เครื่องนาค เครื่องเงินจะใหม่ เงางามสุกใสขึ้น
- ฝานมะนาวเป็นชิ้นบางๆ 2-3 ลูกใส่ในน้ำเย็น 1 ป๋อง ประมาณ 10 ลิตร เติมการบูร 2 แท่ง ตั้งทิ้งไว้ในห้องที่ทาสีใหม่ๆ ปิดประตู หน้าต่างให้หมด น้ำมะนาวและการบูรจะช่วยดูดกลิ่นสีได้อย่างดี
- ผ้าที่เปื้อนน้ำหมาก เปื้อนหมึก ใช้น้ำตาลทรายเล็กน้อย โรยตรงรอยเปื้อนหยดน้ำลงไปพอชุ่ม แล้วถูด้วยมะนาวจะลบรอยเปื้อนได้
- เตารีดร้อนจัดรีดผ้าขาวจะทำให้ผ้าเหลือง ให้เอาน้ำมะนาวทาที่เตารีด ก่อนรีดผ้าจะแก้ได้
- ต้มผ้าให้สะอาด ฝานมะนาว 2-3 ชิ้น ใส่ด้วย ช่วยให้ผ้าสะอาด
- ใช้มะนาว เกลือป่น ถูบริเวณที่เสื้อขาวเปื้อนเลือด ซักด้วยน้ำเย็นจะออกหมด
- เครื่องใช้ที่เป็นหนังทิ้งไว้นานหลายปีทำให้แข็งกระด้าง เอาน้ำมะนาวขัดถู ทำให้หนังนิ่มแล้วใช้ยาขัดอีกที จะทำให้ดูใหม่ขึ้น



ขอบคุณ ข้อมูลจากอินเตอร์เนต

มะนาวโซดา..สูตรลดความอ้วน ประโยชน์จากสมุนไพรที่คุณต้องทึ่ง!

มะนาว + โซดา ตัวช่วยลดความอ้วน
ความพิเศษของสมุนไพรใกล้ตัว ที่จะมาไขข้อข้องใจเรื่องการลดน้ำหนักให้สาว ๆ ได้ทราบกัน

2014073102573-1
สำหรับผู้หญิงยุคใหม่ เรื่องหุ่นเพรียวกระชับเป็นเรื่องสำคัญไม่แพ้ใบหน้าสวย ๆ กันเลยทีเดียว ทำให้สาว ๆ หลายคนต่างก็เฟ้นหาวิธีการลดน้ำหนัก จนได้หุ่นสวย ๆ ฟิต แอนด์ เฟิร์มมาครอบครอง แต่สำหรับบางคนที่ไม่ว่าคุณจะลดน้ำหนักด้วยวิธีไหน ๆ ก็ไม่เคยลดลงอย่างที่ตั้งใจเลยสักที… แล้วสาว ๆ เคยสงสัยกันไหมคะว่าอะไรที่เป็นสาเหตุของการลดน้ำหนักที่ไม่ประสบความสำเร็จเหล่านี้ ? GFC มีวิธีง่ายๆ แต่ผลลัพธ์ขั้นเทพ! มาฝากคุณสาว ๆ ค่ะ
การที่น้ำหนักของคุณไม่ลดนั้น เป็นเพราะการทำงานของระบบย่อยอาหารของคุณมีปัญหา ทำให้ประสิทธิภาพการดูดซึมสารอาหารของลำไส้ลดลง แต่สิ่งที่จะช่วยลดปัญหานี้ได้คือ มะนาว สมุนไพรใกล้ตัว ที่หาได้ง่าย ๆ ในบ้านของเรานี่เอง เรามาดูกันเลย ว่ามะนาวมีความพิเศษอะไรที่จะมาช่วยแก้ปัญหาคาใจของสาว ๆ ได้
Excessive-Exercise-f 
จากผลการวิจัยพบว่า “หาก ระบบย่อยอาหารของคนเราทำงานผิดปกติ ต่อให้เราหักโหมออกลดน้ำหนักแค่ไหนก็ไม่มีประโยชน์ค่ะ เพราะลำไส้ไม่สามารถดูดซึมสารอาหารที่จำเป็นในการเผาผลาญไขมันได้ ทำให้ไขมันเหล่านั้นกลายเป็นสารพิษตกค้างในร่างกาย และจะกลายเป็นปัญหาไขมันสะสมในที่สุด”
แต่ มะนาว จะ เป็นสิ่งที่ช่วยให้ระบบการย่อยอาหารของคุณค่อย ๆ ปรับสภาพให้ดีขึ้น อีกทั้งยังช่วยสกัดสารพิษได้เป็นอย่างดีด้วย เพราะในมะนาวอุดมไปด้วยกรดไซตริก 7-8 % เรียกได้ว่าสูงที่สุดในบรรดาผลไม้ทุก ๆ ประเภท และหากนำน้ำมะนาวมาผสมรวมกับกรดอื่น ๆ ที่ไม่มีน้ำตาล ก็จะยิ่งช่วยกระตุ้นให้น้ำย่อยในกระเพาะทำงานได้ดียิ่งขึ้น
only-herb3
ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของมะนาว คือ..
ลดระดับน้ำตาลในเลือด ลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือด เพิ่มการหลั่งกรดในกระเพาะอาหาร ต้านเชื้อรา ต้านเชื้อแบคทีเรีย
และหากคุณอยากจะแก้ไขปัญหาระบบการทำงานของลำไส้ให้ดีขึ้นอย่างที่กล่าวมา ข้างต้น เราขอแนะนำเมนูสุดยอดตัวช่วยลดน้ำหนักให้คุณได้ไปลองทำดู อย่าง “น้ำมะนาวโซดา” ซึ่งมีวิธีทำที่ง่ายมาก ๆ…
เพียงแค่สาว ๆ บีบน้ำมะนาว 1 ลูก ผสมกับโซดา 1 ขวด ซึ่งมีฤทธ์เป็นกรด แล้วดื่มทุกเช้า จะช่วยกระตุ้นให้ลำไส้บีบตัว เพื่อให้สารพิษถูกดันออกมากับอุจจาระ หลังจากที่ดื่มแล้วคุณจะรู้สึกอยากเข้าห้องน้ำทันที วิธีนี้เรียกว่า…
“การดีท็อกซ์ลำไส้” นั่นเองค่ะ เป็น วิธีที่จะช่วยให้ระบบย่อยอาหารของเราทำงานอย่างเป็นปกติ ร่างกายจะสามารถเผาผลาญไขมันส่วนเกินได้อย่างเต็มที่ อีกทั้งน้ำมะนาวยังช่วยให้ร่างกายดูดซึมแคลเซียมให้กักเก็บเอาไว้ในเซลล์ ไขมันได้ในปริมาณที่เพียงพอ เพื่อช่วยเผาผลาญไขมันได้ดียิ่งขึ้น ทำให้น้ำหนักของคุณสาว ๆ ลดลงได้อย่างที่ต้องการ และไม่ต้องหนักใจกับปัญหาเดิม ๆ อีกต่อไปค่ะ

detox_1
ทราบอย่างนี้แล้ว สาว ๆ คนไหนที่มีปัญหาในการลดน้ำหนักอยู่ ก็อย่ารอช้านะคะ รีบจัดแจงหาน้ำมะนาวโซดามาดื่มกันด่วนเลยค่ะ และการลดน้ำหนักที่จะเกิดประสิทธิภาพสูงสุด สาว ๆ ควรรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ในปริมาณที่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย อีกทั้งต้องออกกำลังกายเพื่อช่วยให้กล้ามเนื้อของสาว ๆ กระชับได้สัดส่วนด้วยนะค่ะ

น้ำมะนาวโซดาลดไขมันลดน้ำตาลในเลือด

มะนาว สมุนไพรที่ใช้ได้ประโยชน์มากในการปรุงอาหารให้อร่อย ส่วนใหญ่แล้วเราใช้แต่ส่วนที่เป็นน้ำในผลเท่านั้น ทั้งๆที่ทุกส่วนของต้นมะนาวใช้เป็นยาได้ทั้งหมด มะนาวเป็นพืชที่ปลูกได้ทั่วไป ต้นเดียวก็เก็บผลได้มาก แถมปีหนึ่งๆก็จะมีช่วงที่ราคาแพงมากลูกเล็กกว่าไข่แต่แพงกว่าไข่ทีเดียว มะนาวดีต่อสุขภาพอย่างไรบ้าง มีดังนี้

 
มะนาว                      ชื่ออื่นๆ  โกรยชะบำ ส้มมะนาว หมากฟ้า มะนอเกละ ปะนอเกล
สรรพคุณ
ราก                           แก้ปวด แก้พิษไข้ ลดความร้อนในร่างกาย แก้กระหายน้ำ
เปลือกราก เปลือกต้น   แก้ไข้
ใบ                             แก้ปวดหัว  แก้ไข้  ละลายเสมหะ  แก้ไอ เจริญอาหาร
ผล                            กัดเสมหะ ฟอกโลหิต แก้ไอ แก้ปวดหัว แก้สิว รักษาน้ำกัดเท้า
                                ลดน้ำตาลในเลือด ระงับความกระหายน้ำในผู้ป่วยโรคเบาหวาน
เมล็ด                         ขับเสมหะ แก้ไข แก้อาเจียน
ผิว                            แก้ลมวิงเวียน  ท้องขึ้นท้องเฟ้อ เบื่ออาหาร

ส่วนที่ใช้ลดไขมัน และน้ำตาล ในเลือด คือ  น้ำจากผล

วิธีใช้   นำน้ำมะนาว 3- 4 ลูก ผสมน้ำโซดา 1 ขวด แช่น้ำแข็งดื่มแก้กระหายน้ำและลดเบาหวาน

ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา   ลดระดับน้ำตาลในเลือด ลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือด
                               เพิ่มการหลั่งกรดในกระเพาะอาหาร ต้านเชื้อรา ต้านเชื้อแบคทีเรีย

รายงานผลการทดลอง

Sethi N.pant MC ( 1995) ประเทศอินเดีย 
ทำการทดลอง น้ำมะนาวในกระต่ายทดลอง พบว่า สามารถลดระดับน้ำตาลในเลือดของกระต่ายได้

Li Linfu ; Li Hui และคณะ( ค.ศ 2005 ) ประเทศจีน 
ทำการทดลอง ในผู้ป่วยเบาหวาน โดยผสมยา glibenclamide กับผงจากน้ำมะนาว
พบว่า ลดระดับน้ำตาลและระดับไขมันในเลือดได้

Kaufmann Doug A ; Holland David A.( ค.ศ 2005) ประเทศสหรัฐอเมริกา
ทำการทดลอง ให้น้ำมะนาวในคนไข้เบาหวานที่มีระบบเส้นเลือดผิกปกติ 
และให้ low carbohydrate พบว่า ผู้ป่วยดังกล่าวอาการเบาหวานดีขึ้น


Hiramitus Masanori ; Okada miki และคณะ (ค.ศ 2007) ประเทศญี่ปุ่น 
ทำการทดลอง ให้น้ำมะนาวในผู้ป่วยเบาหวานเพศชาย พบว่า สามารถลดระดับน้ำตาลในเลือดได้


( ขอบคุณ สรรพคุณมะนาวจากหนังสือสมุนไพรลดไขมันในเลือดโดยเภสัชกรหญิงจุไรรัตน์ เกิดดอนแฝก)

น้ำมะนาวกับโซดา



การทำดื่มถ้าสุขภาพปกติก็ผสมดื่มตามชอบนะคะ  จะเพิ่มความหวานด้วยน้ำผึ้งก็ได้ 
แต่ผู้ป่วยด้วยโรคที่มันไม่ชอบมะนาวก็ไม่ควรเพิ่มน้ำผึ้งเพราะน้ำผึ้งหวาน
โรคบางโรคชอบความหวานไปสร้างความแข็งแรงให้มันได้




มะนาว ไม่ว่าจะเป็น ราก เปลือกต้น เปลือกราก ใบ น้ำในผล  เมล็ด  ผิว รักษาการเจ็บป่วยของร่างกายได้ แต่เราใช้แต่น้ำในผลเท่านั้น มีใครนำผิวและเมล็ดมาใช้บ้างค่ะ ทั้งเปลือกและเมล็ด ซึ่งที่เปลือกก็ยังมีผิวเยื่อน้ำมะนาวอยู่บ้าง ที่เราทิ้งไปเวลาปรุงอาหารเสร็จ ถ้าบางบ้านเก็บหมักทำน้ำเอนไซม์ ก็จะดีไม่น้อย น้ำเอนไซม์นำมาใช้ผสมน้ำไว้ล้างจาน ซักผ้า  แช่ล้างผัก  รดต้นไม้ เช็ดถูพื้น ผสมทำน้ำยาล้างจาน ฯลฯ แต่ก็ไม่ได้ทำใช่ไหมค่ะ เพราะมีน้อย ผู้ขายอาหารที่ต้องใช้มะนาวมากก็ไม่ทำเพราะคงไม่มีเวลา ทั้งเมล็ดและเปลือกมะนาวจึงโดยทิ้งหมด ทั้งๆที่มีประโยชน์  ตอนมะนาวราคาถูก ทำน้ำเอนไซม์มะนาวไว้บ้างนะคะ

น้ำมะนาวโซดา ... คิดกันสักนิด...ก่อนแชร์หรือเชื่อ

เรียบเรียงโดย ... ดาวรัชช์ ปรีชาธรรม, 20 กรกฎาคม 2556
Daorach Preechatham, 20 July 2013 (English will be coming soon)



ชาว เฟซบุ๊คทั้งหลายคงได้รับแชร์เรื่องน้ำมะนาวโซดากันบ้างนะคะ เรียกได้ว่า เรื่องนี้เป็นหนึ่งในเรื่องราวยอดนิยมที่มีการแชร์กันในโลก social media กันเลยทีเดียว ก่อนที่เพื่อนๆ จะเชื่อหรือแชร์ต่อ โปรดคิดพิจารณาสักนิดนะคะ ที่ว่าดื่มน้ำมะนาวใส่โซดาเพื่อให้กรดในมะนาวฆ่าเซลล์มะเร็งนั้น ในฐานะที่ดิฉันเป็นหนึ่งในคนไข้โรคมะเร็ง (breast cancer IDC Grade II) ผ่านการรักษามาเป็นปีๆ ครบเครื่องทั้งผ่าตัด รับคีโม ฉายแสง กินยาต่ออีก 5 ปี ...พอได้อ่านปุ๊ป  บอกได้ทันทีเลยว่า ไม่เชื่อ แต่สิ่งที่ื่เชื่อคือ นี่เป็นกลเม็ดอย่างหนึ่งในการทำธุรกิจบนเฟซบุ๊ค คือการสร้างยอด Like ยอด share คนที่ศึกษาเรื่อง digital marketing คงทราบดีว่าดิฉันหมายถึงอะไร

เอา ล่ะค่ะ มาดูกันว่า “ทำไม” ดิฉันจึง “ไม่เชื่อ” นี่ไม่ได้พูดด้วยความรู้สึก แต่หลังจากหาข้อมูลมาสักพัก ก็สรุปให้อ่านง่ายๆ ได้ดังใน Note นี้ (สำหรับท่านที่มีพื้นฐานความรู้ทางชีวเคมีหรือทางการแพทย์อยากจะอ่านราย ละเอียดทางเทคนิคเพิ่มเติม ตามอ่านใน comments ด้านล่างนะคะ จะแปะ link ที่เป็นความรู้ในระดับที่ละเอียดขึ้นไว้ให้ค่ะ)

เรื่องน้ำ มะนาว+โซดานี้ ดิฉันเข้าใจว่าต้นเรื่องคนคิด ได้นำเอาสองทฤษฎีมายำรวมกัน นั่นคือ ทฤษฎีเรื่องของเบคกิ้งโซดารักษาโรคมะเร็ง และทฤษฎีเรื่องของมะนาวรักษาโรคมะเร็ง มาพิจารณาทีละอย่างนะคะ

“โซดา”
ต้น เรื่องของคำว่า “โซดา” ที่ใช้ในการรักษาโรคมะเร็งนั้น น่าจะมีที่มาจากข่าวน่าตื่นเต้นชิ้นนึงเมื่อกลางปี 2555  ที่สหรัฐอเมริกา โดยนายแพทย์ มาร์ค เซอร์คัส (Mark Sircus) ได้รับทุน 2 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ให้ทำการศึกษาถึงผลของการใช้ Sodium Bicarbonate (NaCO3) หรือที่เรียกง่ายๆว่า baking soda เบคกิ้งโซดา ซึ่งมีสภาวะความเป็นด่างสูงในการรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็ง

Acid cancer tumorAcid cancer tumor

โดย การศึกษาของคุณหมอท่านนี้ ตั้งอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริงที่ว่า เซลล์มะเร็งมีสภาพเป็นกรดและเจริญเติบโตได้ดีในภาวะร่างกายที่เป็นกรด ดังนั้นการใช้เบคกิ้งโซดาซึ่งมีความเป็นด่างสูงเข้าไปเพื่อทำลายเซลล์มะเร็ง จึงเป็นสิ่งที่เป็นไปได้  (ต้นเรื่องคนคิดค้นเรื่องนี้เป็นท่านแรกคือ นายแพทย์ Tullio Simonchini ที่อิตาลี เผยแพร่มาตั้งแต่เมื่อ 15 ปีก่อน) แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ทางผู้ทำการศึกษาได้ย้ำว่า การใช้เบคกิ้งโซดาในการรักษานี้ หากเป็นไปได้จริงโดยมีข้อพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์และทางการแพทย์รองรับและได้ รับการยอมรับอย่างเป็นทางการจากองค์การอนามัยโลก กระนั้นก็ตามมันก็จะเป็นเพียงการรักษาเสริมเท่านั้น ไม่ใช่แนวทางหลักในการรักษา การรักษาโรคมะเร็งตามแผนปัจจุบันหลักๆ ยังคงเป็น การผ่าตัด ให้คีโม ฉายแสง ยา ฯลฯ … และการจะใช้วิธีบริโภคเบคกิ้งโซดานี้ก็จะต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์ มีการตรวจร่างกาย วัดสภาวะความเป็นกรดด่างอะไรต่างๆ มากมายกว่าหมอท่านจะสั่งทำการรักษาได้ และต้องมีกำหนดวิธี ความถี่ห่างในการรับและปริมาณในการรับด้วย  ไม่ใช่อยู่ๆ คนไข้โรคมะเร็งจะเดินไปที่ซุปเปอร์มาร์เก็ตแล้วหยิบเบคกิ้งโซดาที่ใช้ทำขนม เค้กมาชงน้ำกินเองได้

เริ่มเห็นเค้าลางมั้ยคะ ว่าคำว่า “น้ำโซดา” มาจากไหน … เข้าใจว่า คงมีบางท่านไปอ่านเจอบทความนี้เข้า และทึกทักเอาว่า โซเดียมไบคาร์บอเนต หรือเบคกิ้งโซดา ก็คือน้ำโซดา เลยหวังดีแล้วก็จับแพะชนแกะไปบวกกับอีกทฤษฎีนึงเรื่องการดื่มน้ำมะนาวรักษา มะเร็ง จึงได้เอาสองเรื่องที่มาจากคนละทิศละทางจับยำเข้าด้วยกันเป็นน้ำโซดา+มะนาว ไปซะงั้น คิดเองเออเองไม่พอ ยังมีการแชร์กระจาย คนที่ได้รับหรือไปอ่านเจอ ก็ไม่ได้คิดอะไร ด้วยความหวังดีก็เลยแชร์กันต่อเนื่องจนคนเชื่อว่าเป็นเรื่องจริง

“มะนาว”
มา ถึงมะนาว แนวคิดการใช้มะนาวรักษาโรคมะเร็งนี้ มาจากทฤษฎีการบำบัดรักษาโรคมะเร็งทางเลือกด้วยการบริโภคอาหารที่เป็นด่าง หรือ Alkaline Diets ซึ่งคล้ายคลึงกับที่กล่าวมาแล้วข้างต้น นั่นคือ เซลล์มะเร็งมีสภาวะเป็นกรด ดังนั้นการรับประทานอาหารที่เป็นด่างสูงมากเข้าไปจะช่วยปรับค่า pH  ในตัวผู้ป่วยให้มีความเป็นด่างมากขึ้นจนเซลล์มะเร็งฝ่อไป สมมุติฐานนี้มากจากการทดลองในห้องปฏิบัติการ สรุปได้ว่า คือ เซล์มะเร็งจะเจริญเติบโตได้ดีในภาวะที่เป็นกรดสูง (ค่า pH ต่ำกว่า 7 มากๆ)  และในสภาวะที่ร่างกายเป็นด่างถึงระดับค่า pH ประมาณ 8.5 เซลล์มะเร็งจะค่อยๆ ตายไป

หลายท่านคงจำได้ว่าเมื่อสี่ห้าปี ก่อน เกิดกระแสดื่มน้ำด่างอย่างมาก มีคนเอาน้ำด่างมาขาย หรือบางทีก็ขายเครื่องทำน้ำด่าง ว่ากันว่าสรรพคุณของน้ำด่างช่วยบำบัดรักษาหรือป้องกันโรคภัยได้หลายอย่าง นั่นก็เป็นเพราะโรคร้ายแรงทั้งหลายเกิดจากความไม่สมดุลของค่า pH ในเลือดหรือในบริเวณรอบๆ เซลล์ที่เกิดปัญหา ดังนั้นทฤษฎีน้ำด่างไม่ใช่เรื่องโคมลอย และก็มาจากหลักการของ Alkaline Diets เช่นกันค่ะ

แล้วมะนาวที่เปรี้ยวจี๊ดนี่มันน่าจะเป็นกรด ไม่ใช่เหรอ ... คำตอบคือ ไม่ใช่ค่ะ มะนาวเป็นอาหารที่เมื่อร่างกายรับเข้าไปแล้วจะเกิดสภาวะเป็นด่าง จัดเป็น alkaline food นะคะ (อาหารที่เป็นด่างมีสองแบบ คือ ตัวมันมีค่า pH เป็นด่าง กับอีกแบบคือ เมื่อร่างกายรับเข้าไปและผ่านระบบการย่อยจะช่วยปรับค่า pH ในร่างกายให้สูงขึ้นจนมีสภาวะเป็นด่าง)

ตามทฤษฎีนี้ จึงเชื่อว่าการกินมะนาวเข้าไป โดยการบีบใส่น้ำที่มีค่า pH เป็นกลาง จะช่วยปรับค่า pH ในร่างกายได้ นักโภชนวิทยาจึงได้จัดให้มะนาวเป็นอาหารประเภทด่าง แต่การกินร่วมกับน้ำโซดาตามอ้างนั้น มันไม่ใช่นะคะ เพราะน้ำโซดาคือสารละลายของคาร์บอนไดออกไซด์ซึ่งมีสภาวะเป็นกรดสูง (ค่า pH ประมาณ 3.0-4.0) มันคนละขั้วกับเบคกิ้งโซดาเลย (ค่า pH ของ baking soda ประมาณ 8.5-9.0) มันต่างกันชนิดฟ้ากับเหวก็ว่าได้

ดังนั้น การบริโภคมะนาวตามทฤษฎี Alkaline Diets นั้น เป็นไปได้เพื่อปรับค่า pH ในร่างกายดังที่มีหลายสำนักในต่างประเทศเค้าก็แนะนำกัน แต่ไม่ใช่เป็นการใช้กรดมะนาวฆ่าเซลล์มะเร็งอย่างที่กล่าวอ้่างกัน (อย่าลืมนะคะ...ความเป็นกรดของร่างกายคือสภาวะที่เซลล์มะเร็งเติบโตได้ดีที่ สุด)

การบริโภคอาหารที่เป็นด่าง (Alkaline Diets) ... อย่างย่อที่สุด
ตาม ทฤษฎีของการบริโภคอาหารที่เป็นด่าง จึงไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะแค่มะนาวนะคะ มีอาหารหลายชนิดที่มีค่าความเป็นด่างสูง อาทิ คะน้า คึ่่นฉ่าย ถั่วงอก แตงกวา ผักโขม วอเตอร์เครส บาร์เล่ย์ วีทกราส ถั่วเหลืองทุกชนิด เมล็ดฟักทอง เมล็ดอัลมอนด์ ใบเพรสลีย์ น้ำมันมะกอก หญ้าหวานหรือน้ำตาลจากหญ้าหวาน (พวกน้ำตาลขัดสีทั่้วไปและสารทดแทนน้ำตาลทั่วไป มีความเป็นกรดสูงมากนะคะระวังด้วย) ผักและผลไม้ที่ีมีสีเขียวเข้ม ฯลฯ

และเพื่อให้เห็นภาพชัดเจน ได้แนบตารางอาหารที่บอกค่าความเป็นกรดด่างมาให้ดูด้วย ก็พิจารณากันไปนะคะ

ใคร ที่นิยมรักษาร่างกายด้วยแนวทางเลือก อย่างเช่น แผนจีน คำที่มักจะได้ยินเสมอจากคุณหมอคือ ความเจ็บไข้ไม่สบายของคนเรา เป็นผลมาจากความไม่สมดุลในร่างกายที่เรียกว่า หยินหยาง ไม่สมดุล  ซึ่งในเรื่องนี้ แม้แต่การแพทย์ทางเลือกสมัยใหม่ในกลุ่มประเทศทางตะวันตก ก็เชื่อในเรื่องเดียวกัน แต่ใช้คำเรียกว่า สมดุลของ pH

กล่าว คือ ค่า pH ของเลือดและระบบสำคัญๆต่างๆ ในร่างกายของคนสุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์อยู่ที่ประมาณ pH 7.4 ซึ่งหมายถึงมีความเป็นด่างเล็กน้อย จากค่าเต็มสเกลของ pH คือ 14   หากว่าค่า pH นี้ต่ำกว่า 7  หมายความว่ายิ่งมีความเป็นกรดและมีปริมาณอ็อกซิเจนยิ่งน้อย เป็นภาวะที่เชื้อโรคและโรคภัยต่างๆ ชื่นชอบเป็นพิเศษ

จำไว้ เสมอนะคะว่า ยิ่งภาวะร่างกายมีความเป็นกรดมาก นั่นคือ แม่เหล็กที่มีแรงดึงดูดสูงต่อความชราของร่างกาย เกิดภาวะของเหลวมากเกินหรือที่เรียกว่าบวมน้ำ และโรคต่างๆ โดยเฉพาะการกลายเซลล์เป็นเซลล์มะเร็ง การรับประทานอาหารที่มีความเป็นด่างจะช่วยปรับค่า pH ในร่างกายและทำให้เกิดกระบวนการสร้างอ็อกซิเจนในเซลล์ต่างๆ ทำให้การทำงานของอวัยวะภายในเป็นไปอย่างสมบูรณ์และยังเป็นปราการป้องกันโรค ภัยได้ดี

เรื่องทฤษฎี Alkaline Diets ขอเล่าเพียงเท่านี้ก่อนนะคะ เพราะจุดประสงค์ของบทความนี้ต้องการเพียงแค่ อยากให้เพื่อนๆ มีความเข้าใจที่ถูกต้องและพิจารณาด้วยเหตุผลว่าอะไรควรเชื่อหรือไม่ควรเชื่อ ควรแชร์หรือไม่ควรแชร์ การแชร์แพร่กระจายเรื่องที่เกี่ยวกับสุขภาพร่างกายที่มันไม่จริง แทนที่จะเป็นผลดี กลับจะเป็นผลเสียหากว่าผู้ที่เชื่อบางรายนำไปปฏิบัติอย่างรู้เท่าไม่ถึง การณ์ แทนที่ผู้ที่แชร์หรือเผยแพร่จะได้บุญกุศลกลับกลายเป็นสร้างเคราะห์กรรมซ้ำ เติมให้กับผู้ป่วยไปซะอีก

ปล. ที่เขียนมาทั้งหมดนี้ ไม่ได้เขียนจากจินตนาการหรือนั่งเทียนนะคะ ได้ศึกษาโดยการอ่านจากข้อมูลมากมายของสถาบันหลายแห่งทั้งในอเมริกาและยุโรป มีแนบ link ไว้ให้ดูบ้างใน comments นะคะ ท่านที่สนใจก็ค้นห้าเพิ่มเติมได้ค่ะ

ตารางแสดงค่าความเป็นกรดด่างของอาหารตารางแสดงค่าความเป็นกรดด่างของอาหาร
 
Support : | |
Copyright © 2014. ก็อปปี้ทั้งเพ - All Rights Reserved
Created by Published by
powered by