Daorach Preechatham, 20 July 2013 (English will be coming soon)

ชาว เฟซบุ๊คทั้งหลายคงได้รับแชร์เรื่องน้ำมะนาวโซดากันบ้างนะคะ เรียกได้ว่า เรื่องนี้เป็นหนึ่งในเรื่องราวยอดนิยมที่มีการแชร์กันในโลก social media กันเลยทีเดียว ก่อนที่เพื่อนๆ จะเชื่อหรือแชร์ต่อ โปรดคิดพิจารณาสักนิดนะคะ ที่ว่าดื่มน้ำมะนาวใส่โซดาเพื่อให้กรดในมะนาวฆ่าเซลล์มะเร็งนั้น ในฐานะที่ดิฉันเป็นหนึ่งในคนไข้โรคมะเร็ง (breast cancer IDC Grade II) ผ่านการรักษามาเป็นปีๆ ครบเครื่องทั้งผ่าตัด รับคีโม ฉายแสง กินยาต่ออีก 5 ปี ...พอได้อ่านปุ๊ป บอกได้ทันทีเลยว่า ไม่เชื่อ แต่สิ่งที่ื่เชื่อคือ นี่เป็นกลเม็ดอย่างหนึ่งในการทำธุรกิจบนเฟซบุ๊ค คือการสร้างยอด Like ยอด share คนที่ศึกษาเรื่อง digital marketing คงทราบดีว่าดิฉันหมายถึงอะไร
เอา ล่ะค่ะ มาดูกันว่า “ทำไม” ดิฉันจึง “ไม่เชื่อ” นี่ไม่ได้พูดด้วยความรู้สึก แต่หลังจากหาข้อมูลมาสักพัก ก็สรุปให้อ่านง่ายๆ ได้ดังใน Note นี้ (สำหรับท่านที่มีพื้นฐานความรู้ทางชีวเคมีหรือทางการแพทย์อยากจะอ่านราย ละเอียดทางเทคนิคเพิ่มเติม ตามอ่านใน comments ด้านล่างนะคะ จะแปะ link ที่เป็นความรู้ในระดับที่ละเอียดขึ้นไว้ให้ค่ะ)
เรื่องน้ำ มะนาว+โซดานี้ ดิฉันเข้าใจว่าต้นเรื่องคนคิด ได้นำเอาสองทฤษฎีมายำรวมกัน นั่นคือ ทฤษฎีเรื่องของเบคกิ้งโซดารักษาโรคมะเร็ง และทฤษฎีเรื่องของมะนาวรักษาโรคมะเร็ง มาพิจารณาทีละอย่างนะคะ
“โซดา”
ต้น เรื่องของคำว่า “โซดา” ที่ใช้ในการรักษาโรคมะเร็งนั้น น่าจะมีที่มาจากข่าวน่าตื่นเต้นชิ้นนึงเมื่อกลางปี 2555 ที่สหรัฐอเมริกา โดยนายแพทย์ มาร์ค เซอร์คัส (Mark Sircus) ได้รับทุน 2 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ให้ทำการศึกษาถึงผลของการใช้ Sodium Bicarbonate (NaCO3) หรือที่เรียกง่ายๆว่า baking soda เบคกิ้งโซดา ซึ่งมีสภาวะความเป็นด่างสูงในการรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็ง
Acid cancer tumorโดย การศึกษาของคุณหมอท่านนี้ ตั้งอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริงที่ว่า เซลล์มะเร็งมีสภาพเป็นกรดและเจริญเติบโตได้ดีในภาวะร่างกายที่เป็นกรด ดังนั้นการใช้เบคกิ้งโซดาซึ่งมีความเป็นด่างสูงเข้าไปเพื่อทำลายเซลล์มะเร็ง จึงเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ (ต้นเรื่องคนคิดค้นเรื่องนี้เป็นท่านแรกคือ นายแพทย์ Tullio Simonchini ที่อิตาลี เผยแพร่มาตั้งแต่เมื่อ 15 ปีก่อน) แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ทางผู้ทำการศึกษาได้ย้ำว่า การใช้เบคกิ้งโซดาในการรักษานี้ หากเป็นไปได้จริงโดยมีข้อพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์และทางการแพทย์รองรับและได้ รับการยอมรับอย่างเป็นทางการจากองค์การอนามัยโลก กระนั้นก็ตามมันก็จะเป็นเพียงการรักษาเสริมเท่านั้น ไม่ใช่แนวทางหลักในการรักษา การรักษาโรคมะเร็งตามแผนปัจจุบันหลักๆ ยังคงเป็น การผ่าตัด ให้คีโม ฉายแสง ยา ฯลฯ … และการจะใช้วิธีบริโภคเบคกิ้งโซดานี้ก็จะต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์ มีการตรวจร่างกาย วัดสภาวะความเป็นกรดด่างอะไรต่างๆ มากมายกว่าหมอท่านจะสั่งทำการรักษาได้ และต้องมีกำหนดวิธี ความถี่ห่างในการรับและปริมาณในการรับด้วย ไม่ใช่อยู่ๆ คนไข้โรคมะเร็งจะเดินไปที่ซุปเปอร์มาร์เก็ตแล้วหยิบเบคกิ้งโซดาที่ใช้ทำขนม เค้กมาชงน้ำกินเองได้
เริ่มเห็นเค้าลางมั้ยคะ ว่าคำว่า “น้ำโซดา” มาจากไหน … เข้าใจว่า คงมีบางท่านไปอ่านเจอบทความนี้เข้า และทึกทักเอาว่า โซเดียมไบคาร์บอเนต หรือเบคกิ้งโซดา ก็คือน้ำโซดา เลยหวังดีแล้วก็จับแพะชนแกะไปบวกกับอีกทฤษฎีนึงเรื่องการดื่มน้ำมะนาวรักษา มะเร็ง จึงได้เอาสองเรื่องที่มาจากคนละทิศละทางจับยำเข้าด้วยกันเป็นน้ำโซดา+มะนาว ไปซะงั้น คิดเองเออเองไม่พอ ยังมีการแชร์กระจาย คนที่ได้รับหรือไปอ่านเจอ ก็ไม่ได้คิดอะไร ด้วยความหวังดีก็เลยแชร์กันต่อเนื่องจนคนเชื่อว่าเป็นเรื่องจริง
“มะนาว”
มา ถึงมะนาว แนวคิดการใช้มะนาวรักษาโรคมะเร็งนี้ มาจากทฤษฎีการบำบัดรักษาโรคมะเร็งทางเลือกด้วยการบริโภคอาหารที่เป็นด่าง หรือ Alkaline Diets ซึ่งคล้ายคลึงกับที่กล่าวมาแล้วข้างต้น นั่นคือ เซลล์มะเร็งมีสภาวะเป็นกรด ดังนั้นการรับประทานอาหารที่เป็นด่างสูงมากเข้าไปจะช่วยปรับค่า pH ในตัวผู้ป่วยให้มีความเป็นด่างมากขึ้นจนเซลล์มะเร็งฝ่อไป สมมุติฐานนี้มากจากการทดลองในห้องปฏิบัติการ สรุปได้ว่า คือ เซล์มะเร็งจะเจริญเติบโตได้ดีในภาวะที่เป็นกรดสูง (ค่า pH ต่ำกว่า 7 มากๆ) และในสภาวะที่ร่างกายเป็นด่างถึงระดับค่า pH ประมาณ 8.5 เซลล์มะเร็งจะค่อยๆ ตายไป
หลายท่านคงจำได้ว่าเมื่อสี่ห้าปี ก่อน เกิดกระแสดื่มน้ำด่างอย่างมาก มีคนเอาน้ำด่างมาขาย หรือบางทีก็ขายเครื่องทำน้ำด่าง ว่ากันว่าสรรพคุณของน้ำด่างช่วยบำบัดรักษาหรือป้องกันโรคภัยได้หลายอย่าง นั่นก็เป็นเพราะโรคร้ายแรงทั้งหลายเกิดจากความไม่สมดุลของค่า pH ในเลือดหรือในบริเวณรอบๆ เซลล์ที่เกิดปัญหา ดังนั้นทฤษฎีน้ำด่างไม่ใช่เรื่องโคมลอย และก็มาจากหลักการของ Alkaline Diets เช่นกันค่ะ
แล้วมะนาวที่เปรี้ยวจี๊ดนี่มันน่าจะเป็นกรด ไม่ใช่เหรอ ... คำตอบคือ ไม่ใช่ค่ะ มะนาวเป็นอาหารที่เมื่อร่างกายรับเข้าไปแล้วจะเกิดสภาวะเป็นด่าง จัดเป็น alkaline food นะคะ (อาหารที่เป็นด่างมีสองแบบ คือ ตัวมันมีค่า pH เป็นด่าง กับอีกแบบคือ เมื่อร่างกายรับเข้าไปและผ่านระบบการย่อยจะช่วยปรับค่า pH ในร่างกายให้สูงขึ้นจนมีสภาวะเป็นด่าง)
ตามทฤษฎีนี้ จึงเชื่อว่าการกินมะนาวเข้าไป โดยการบีบใส่น้ำที่มีค่า pH เป็นกลาง จะช่วยปรับค่า pH ในร่างกายได้ นักโภชนวิทยาจึงได้จัดให้มะนาวเป็นอาหารประเภทด่าง แต่การกินร่วมกับน้ำโซดาตามอ้างนั้น มันไม่ใช่นะคะ เพราะน้ำโซดาคือสารละลายของคาร์บอนไดออกไซด์ซึ่งมีสภาวะเป็นกรดสูง (ค่า pH ประมาณ 3.0-4.0) มันคนละขั้วกับเบคกิ้งโซดาเลย (ค่า pH ของ baking soda ประมาณ 8.5-9.0) มันต่างกันชนิดฟ้ากับเหวก็ว่าได้
ดังนั้น การบริโภคมะนาวตามทฤษฎี Alkaline Diets นั้น เป็นไปได้เพื่อปรับค่า pH ในร่างกายดังที่มีหลายสำนักในต่างประเทศเค้าก็แนะนำกัน แต่ไม่ใช่เป็นการใช้กรดมะนาวฆ่าเซลล์มะเร็งอย่างที่กล่าวอ้่างกัน (อย่าลืมนะคะ...ความเป็นกรดของร่างกายคือสภาวะที่เซลล์มะเร็งเติบโตได้ดีที่ สุด)
การบริโภคอาหารที่เป็นด่าง (Alkaline Diets) ... อย่างย่อที่สุด
ตาม ทฤษฎีของการบริโภคอาหารที่เป็นด่าง จึงไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะแค่มะนาวนะคะ มีอาหารหลายชนิดที่มีค่าความเป็นด่างสูง อาทิ คะน้า คึ่่นฉ่าย ถั่วงอก แตงกวา ผักโขม วอเตอร์เครส บาร์เล่ย์ วีทกราส ถั่วเหลืองทุกชนิด เมล็ดฟักทอง เมล็ดอัลมอนด์ ใบเพรสลีย์ น้ำมันมะกอก หญ้าหวานหรือน้ำตาลจากหญ้าหวาน (พวกน้ำตาลขัดสีทั่้วไปและสารทดแทนน้ำตาลทั่วไป มีความเป็นกรดสูงมากนะคะระวังด้วย) ผักและผลไม้ที่ีมีสีเขียวเข้ม ฯลฯ
และเพื่อให้เห็นภาพชัดเจน ได้แนบตารางอาหารที่บอกค่าความเป็นกรดด่างมาให้ดูด้วย ก็พิจารณากันไปนะคะ
ใคร ที่นิยมรักษาร่างกายด้วยแนวทางเลือก อย่างเช่น แผนจีน คำที่มักจะได้ยินเสมอจากคุณหมอคือ ความเจ็บไข้ไม่สบายของคนเรา เป็นผลมาจากความไม่สมดุลในร่างกายที่เรียกว่า หยินหยาง ไม่สมดุล ซึ่งในเรื่องนี้ แม้แต่การแพทย์ทางเลือกสมัยใหม่ในกลุ่มประเทศทางตะวันตก ก็เชื่อในเรื่องเดียวกัน แต่ใช้คำเรียกว่า สมดุลของ pH
กล่าว คือ ค่า pH ของเลือดและระบบสำคัญๆต่างๆ ในร่างกายของคนสุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์อยู่ที่ประมาณ pH 7.4 ซึ่งหมายถึงมีความเป็นด่างเล็กน้อย จากค่าเต็มสเกลของ pH คือ 14 หากว่าค่า pH นี้ต่ำกว่า 7 หมายความว่ายิ่งมีความเป็นกรดและมีปริมาณอ็อกซิเจนยิ่งน้อย เป็นภาวะที่เชื้อโรคและโรคภัยต่างๆ ชื่นชอบเป็นพิเศษ
จำไว้ เสมอนะคะว่า ยิ่งภาวะร่างกายมีความเป็นกรดมาก นั่นคือ แม่เหล็กที่มีแรงดึงดูดสูงต่อความชราของร่างกาย เกิดภาวะของเหลวมากเกินหรือที่เรียกว่าบวมน้ำ และโรคต่างๆ โดยเฉพาะการกลายเซลล์เป็นเซลล์มะเร็ง การรับประทานอาหารที่มีความเป็นด่างจะช่วยปรับค่า pH ในร่างกายและทำให้เกิดกระบวนการสร้างอ็อกซิเจนในเซลล์ต่างๆ ทำให้การทำงานของอวัยวะภายในเป็นไปอย่างสมบูรณ์และยังเป็นปราการป้องกันโรค ภัยได้ดี
เรื่องทฤษฎี Alkaline Diets ขอเล่าเพียงเท่านี้ก่อนนะคะ เพราะจุดประสงค์ของบทความนี้ต้องการเพียงแค่ อยากให้เพื่อนๆ มีความเข้าใจที่ถูกต้องและพิจารณาด้วยเหตุผลว่าอะไรควรเชื่อหรือไม่ควรเชื่อ ควรแชร์หรือไม่ควรแชร์ การแชร์แพร่กระจายเรื่องที่เกี่ยวกับสุขภาพร่างกายที่มันไม่จริง แทนที่จะเป็นผลดี กลับจะเป็นผลเสียหากว่าผู้ที่เชื่อบางรายนำไปปฏิบัติอย่างรู้เท่าไม่ถึง การณ์ แทนที่ผู้ที่แชร์หรือเผยแพร่จะได้บุญกุศลกลับกลายเป็นสร้างเคราะห์กรรมซ้ำ เติมให้กับผู้ป่วยไปซะอีก
ปล. ที่เขียนมาทั้งหมดนี้ ไม่ได้เขียนจากจินตนาการหรือนั่งเทียนนะคะ ได้ศึกษาโดยการอ่านจากข้อมูลมากมายของสถาบันหลายแห่งทั้งในอเมริกาและยุโรป มีแนบ link ไว้ให้ดูบ้างใน comments นะคะ ท่านที่สนใจก็ค้นห้าเพิ่มเติมได้ค่ะ
ตารางแสดงค่าความเป็นกรดด่างของอาหาร
Post a Comment