การใช้ยาในทางที่ผิดหรือการใช้ยาโดย รู้เท่าไม่ถึงการณ์ เป็นปัญหาหนึ่งที่สำคัญซึ่งมักเกิดขึ้นกับผู้ใช้ยาในปัจจุบัน ไม่ว่าปัญหานั้นจะเกิดจากผู้บริโภคเอง หรือสืบเนื่องมาจากผู้ประกอบการก็ตาม ประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจ ก็คือ ปัญหาที่เกิดจากการใช้ยาที่มีส่วนผสมของสารสเตียรอยด์ ซึ่งครอบคลุมทั้งยาแผนปัจจุบัน และยาแผนโบราณ ในรูปแบบต่าง ๆ เช่น ยาฉีด ยาเม็ด ยาทาภายนอก ยาตา ยาผง เป็นต้น หลายท่านอาจมีคำถามในใจว่า สารสเตียรอยด์คือสารอะไร มีประโยชน์หรือโทษ ต่อร่างกายอย่างไร อย.ได้ทำหน้าที่ควบคุมดูแลสารนี้อย่างไร กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสเตียรอยด์ มีหรือไม่ และในฐานะผู้บริโภคหรือผู้ใช้ยาต้องปฏิบัติอย่างไร เพื่อความกระจ่างในเรื่องดังกล่าว ผู้เขียนจะขอนำเสนอตามลำดับดังนี้
สเตียรอยด์คืออะไร
สเตียรอยด์ เป็นฮอร์โมนชนิดหนึ่งที่ร่างกายสร้างมาจากต่อมหมวกไตชั้นนอก (Adrenal cortex steroids) สำหรับสเตียรอยด์ที่ใช้ในทางการแพทย์นั้น เป็นสารที่สังเคราะห์ขึ้น เพื่อใช้ประโยชน์ในการรักษาโรค รวมถึงใช้ทดแทนในกรณีที่ร่างกายไม่สามารถสร้างฮอร์โมนดังกล่าวได้ โดยยาที่มีส่วนผสมของสเตียรอยด์นี้ กฎหมายกำหนดให้เป็นยาควบคุมพิเศษ เนื่องจากมีความเป็นพิษสูง และต้องให้แพทย์เป็นผู้สั่งจ่ายเท่านั้น
ประโยชน์ของสเตียรอยด์
สเตียรอยด์นั้น หากนำมาใช้อย่างถูกตามหลักวิชาการ จะก่อให้เกิดประโยชน์อย่างมาก สเตียรอยด์ที่นำมาใช้ทางการแพทย์ เพื่อประโยชน์ในการรักษาดังต่อไปนี้
ใช้เพื่อทดแทนการขาดฮอร์โมน โดย ปกติจะใช้สเตียรอยด์เพื่อทดแทนการขาดฮอร์โมนจากต่อมหมวกไต ที่มีสาเหตุมาจาก ความบกพร่องของต่อมหมวกไต และจากความบกพร่องของต่อมใต้สมองส่วนหน้า
ใช้รักษาโรคต่าง ๆ สเตียรอยด์จะถูกใช้เมื่อใช้ยาอื่นไม่ได้ผล หรือโรคนั้นไม่อาจ
ควบคุมด้วยยาอื่น เนื่องจากมีอาการข้างเคียงสูง วัตถุประสงค์ที่นำสเตียรอยด์ไปใช้ก็เพื่อบรรเทาอาการอักเสบและ/หรือกดภูมิ คุ้มกันในโรคต่าง ๆ นั้น อาทิ
โรคภูมิแพ้
สเตียรอยด์ เมื่อใช้ในโรคภูมิแพ้ จะให้ผลดีและรวดเร็วในการควบคุมอาการหลายอย่างที่เกี่ยวเนื่องกับโรคภูมิแพ้ เช่น โรคหืด ไข้หวัดเรื้อรังชนิดแพ้อากาศ ไข้ละอองฟาง การแพ้ยาและโรคผื่นคันตามผิวหนังที่เกิดจากการแพ้ แต่เนื่องจากยามีอันตรายจากการใช้สูง จึงควรเก็บไว้ใช้ในกรณีที่จำเป็นจริง ๆ และใช้ในระยะเวลาสั้น เช่น เป็นโรคหวัดคัดจมูกเรื้อรังชนิดแพ้อากาศ ที่ใช้ยาต้านฮีสตามีนไม่ได้ผล หรือเป็นโรคหืด ใช้ยาขยายหลอดลมแล้วไม่ได้ผล
โรคผิวหนัง
สเตียรอยด์ สามารถลดอาการทางผิวหนังที่เกิดจากการแพ้ การอักเสบและโรคผิวหนังที่ทำให้เกิดอาการคันต่าง ๆ แต่การใช้ยาสเตียรอยด์ ไม่ใช่เป็นการรักษาที่ต้นเหตุ เป็นเพียงยับยั้งอาการคันและอาการอักเสบที่เกิดจากเชื้อรา ดังนั้น เมื่อหยุดยาก็จะกลับมาเป็นอีก และอาจมีผลทำให้การติดเชื้อลุกลามได้ เพราะสเตียรอยด์มีผลในการกดภูมิคุ้มกันของร่างกาย
โรคตา
สเตียรอยด์ ใช้ได้ผลในการรักษาโรคของตาที่เกิดจากอาการแพ้ เช่น อาการเคืองตา เนื่องจากการแพ้สารบางชนิด ที่ไม่ใช่เกิดจากการติดเชื้อ ซึ่งแพทย์มักรักษาด้วยการใช้ยาหยอดตา ดังนั้น จึงห้ามใช้ยาที่มีส่วนผสมของสเตียรอยด์ในกรณีที่ติดเชื้อ และยานี้ไม่มีผลในการรักษาต้อ-กระจก นอกจากนี้หากใช้ติดต่อกันเป็นเวลานาน อาจให้ความดันในลูกตาสูงขึ้นจนเกิดเป็น
โรคต้อหินได้
โรคข้ออักเสบชนิดรูมาตอยด์
การ รักษาโรคนี้ปกติจะใช้ยาต้านการอักเสบชนิดที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ก่อน หากมีอาการอักเสบที่รุนแรงแพทย์อาจพิจารณาให้สเตียรอยด์เพื่อบรรเทาอาการ เฉพาะครั้ง กรณีที่มีการอักเสบเฉพาะบางข้อนั้น การฉีดสเตียรอยด์เข้าข้อ อาจช่วยลดการอักเสบได้ในระยะแรก
อย่างไรก็ตาม หากสงสัยว่ามีการติดเชื้อในข้อร่วมด้วย ห้ามฉีดยาสเตียรอยด์เข้าข้อโดยตรงอย่างเด็ดขาด เพราะจะทำให้เกิดการติดเชื้อรุนแรงขึ้น
อันตรายจากการใช้สเตียรอยด์
เนื่องจากสเตียรอยด์เป็นยาซึ่งมีผลต่อระบบต่าง ๆ ในร่างกาย แทบทุกระบบ การใช้
สเตียรอยด์อาจนำไปสู่อันตรายมากมายหลายประการ ที่สำคัญได้แก่
- การติดเชื้อ
กดการทำงานของระบบที่ควบคุมการหลั่งฮอร์โมน
การให้สเตียรอยด์ขนาดสูง จะไปกดการทำงานของระบบอวัยวะที่ทำหน้าที่สร้างและควบคุมการการหลั่งฮอร์โมน ชนิดนี้ ซึ่งจะมากหรือน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับขนาดของยา ที่ได้รับและระยะเวลาในใช้ยา เช่น ถ้าให้สเตียรอยด์ในขนาดที่เทียบเท่ากันเพรดนิโซโลน 5 มิลลิกรัมต่อวัน แทบจะไม่มีผลที่จะกดการทำงานของระบบนี้เลย แต่ถ้าให้ขนาดสูงเทียบเท่ากับเพรดนิโซโลน
15 มิลลิกรัมต่อวัน เป็นเวลานานกว่า 1-2 เดือน จะมีผลต่อการกดการสร้างฮอร์โมนได้มาก ทำให้เมื่อหยุดใช้ยานี้แล้ว ร่างกายไม่สามารถสร้างฮอร์โมนนี้ได้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย โดยเฉพาะเมื่อร่างกายอยู่ในภาวะเครียด
แผลในกระเพาะอาหาร
สเตียรอยด์มีผลทำให้เยื่อบุกระเพาะอาหาร บางลง และยับยั้งการสร้างเนื้อเยื่อใหม่ทดแทนเนื้อเยื่อเก่าที่หลุดไป นอกจากนี้ในผู้ป่วยบางรายยังพบว่า มีการหลั่งกรดในกระเพาะอาหารเพิ่มขึ้นด้วย การใช้สเตียรอยด์อาจทำให้มีอาการกระเพาะอาหารทะลุ หรือเลือดออกในกระเพาะอาหารได้ โดยไม่มีอาการปวดมาก่อน ถึงแม้จะยังไม่มีหลักฐานทางวิชาการยืนยันว่า การให้ยาลดกรดร่วมกับสเตียรอยด์จะมีผลช่วยป้องกันการเกิดแผลได้ แต่ในทางปฏิบัติก็มีแพทย์จำนวนไม่น้อยที่นิยมให้ยาดังกล่าวร่วมกัน
ผลต่อระบบประสาทส่วนกลาง
สเตียรอยด์อาจส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลง บุคลิกภาพ และอารมณ์ของผู้ใช้ยาได้ การใช้ยาขนาดสูงจะทำให้เกิดอารมณ์เป็นสุข จึงเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ผู้ใช้มีอาการติดยา นอกจากนี้ยังพบอาการไม่พึงประสงค์อื่น ๆ เช่น นอนไม่หลับ เจริญอาหาร กระสับกระส่าย หงุดหงิด เป็นต้น
กระดูกผุ (Osteoporosis)
การใช้สเตียรอยด์ติดต่อกันเป็นเวลานาน มีผลทำให้กระดูกผุได้ ดังนั้น ผู้ที่มีแนวโน้มที่จะเกิดกระดูกผุอยู่แล้ว เช่น ผู้สูงอายุ คนที่เป็นโรคไขกระดูก ควรหลีกเลี่ยงการใช้ยานี้ติดต่อกันเป็นเวลานาน
ยับยั้งการเจริญเติบโตของร่างกาย
เนื่องจากสเตียรอยด์มีผลยับยั้งการเจริญ เติบโตของเด็ก การให้ยาขนาดสูงในเด็ก จึงไม่ให้ติดต่อกันทุกวันเป็นเวลานาน แต่จะให้ยาแบบวันเว้นวัน เพราะจะทำให้มีฤทธิ์และอาการไม่พึง-ประสงค์น้อยกว่า
ทำให้ระดับโปแตสเซียมในเลือดต่ำ
ผลของสเตียรอยด์ ทำให้ร่างกายสูญเสียเกลือโปแตสเซียมทางปัสสาวะมาก ซึ่งป้องกันได้โดยให้ลดการกินโซเดียม และกินอาหารที่มีโปแตสเซียมสูงแทน เช่น ส้ม กล้วย ผู้ที่มีระดับโปแตสเซียมต่ำมาก อาจมีผลทำให้เกิดอาการอ่อนเพลีย กล้ามเนื้อไม่มีแรง และหัวใจเต้นผิดจังหวะ หรือหยุดเต้นได้
ทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรง
การใช้สเตียรอยด์เป็นระยะเวลานาน จะทำให้มีการอ่อนแรงของกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กล้ามเนื้อบริเวณต้นขาและแขน ซึ่งเมื่อลดขนาดยาลงก็จะมีผลทำให้อาการดีขึ้น และต้องใช้เวลานานหลายเดือนกว่าจะเป็นปกติ
ผลต่อตา
ยาหยอดตาบางชนิด มีส่วนผสมของสเตียรอยด์ หากใช้ไปนาน ๆ อาจทำให้ความดันลูกตาสูงขึ้น และมีโอกาสติดเชื้อได้ง่าย บางรายอาจทำให้ตาบอดได้
ผลต่อผิวหนัง
สเตียรอยด์ในรูปของยาทาภายนอก มีผลทำให้ผิวหนังบางเป็นรอยแตกและมีลักษณะเป็นมัน การใช้สเตียรอยด์ที่สูตรโครงสร้างมีฟลูออไรด์เป็นองค์ประกอบ ถ้าทาบริเวณใบหน้าอาจจะทำให้หน้ามีผื่นแดง และมีอาการอักเสบของผิวหนังรอบ ๆ ในบางรายอาจมีสิวเกิดขึ้นด้วย
ฤทธิ์และอาการไม่พึงประสงค์อื่น ๆ
สเตียรอยด์มีผลทำให้เกิดลักษณะที่เรียก ว่า Cushing ‘s Syndrome ลักษณะพบในผู้ป่วยประเภทนี้ เช่น อ้วน ขนดก ระบบประจำเดือนผิดปกติ ความดันโลหิตสูง กล้ามเนื้อไม่มีแรง ปวดหลัง เป็นสิว มีอาการทางจิตใจ หัวใจล้มเหลว บวมน้ำ เป็นต้น บทบาทของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ในการคุ้มครองผู้บริโภคเกี่ยวกับสารสเตียรอยด์
สำนัก งานคณะกรรมการอาหารและยา กำหนดให้สารสเตียรอดย์เป็น “ยาควบคุมพิเศษ” ซึ่งร้านขายยาจะจำหน่ายให้กับผู้บริโภคได้ จะต้องมีใบสั่งยาจากแพทย์เท่านั้น ยกเว้น สารสเตีย-รอยด์ ที่นำไปใช้เป็นยาเฉพาะที่ กับผิวหนัง ตา หู คอ จมูก หรือปาก ซึ่งจัดเป็น “ยาอันตราย” และจำหน่ายได้เฉพาะร้านขายยาแผนปัจจุบันเท่านั้น นอกจากนี้ ผู้ประกอบการที่ผลิต ขายหรือนำเข้าสารสเตียรอยด์จะต้องจัดทำบัญชีซื้อ ขาย ไว้ด้วย รวมทั้งต้องรายงานปริมาณและมูลค่าการผลิต นำเข้ายาดังกล่าวต่อสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา เนื่อง จากสเตียรอยด์เป็นสารอันตราย สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา จึงมีการควบคุม ดูแล ภายใต้กฎหมายที่บัญญัติไว้ โดยผู้ที่ฝ่าฝืนจะถูกลงโทษตามความผิดที่กระทำตามที่บัญญัติไว้ใน พระราชบัญญัติยา ดังนี้
-ขายยาชุดที่มียาสเตียรอยด์ผสมอยู่ จำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 50,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
-ขายยาสเตียรอยด์โดยไม่มีใบสั่งยา (กรณีเป็นยาควบคุมพิเศษ) / เภสัชกรไม่ควบคุมการขายยาควบคุมพิเศษ ปรับ 1,000-5,000 บาท
-ผู้ประกอบการขายยาอันตรายหรือยาควบคุมพิเศษ ระหว่างที่เภสัชกรไม่อยู่ปฏิบัติหน้าที่ ปรับ1,000-5,000 บาท
-ผู้ประกอบการรายงานการผลิต/การนำเข้าไม่ตรงกับความจริง หรือไม่รายงานมาที่สำนัก-งานคณะกรรมการอาหารและยา
ปรับ 2,000-10,000 บาท
ข้อพึงปฏิบัติในการใช้สเตียรอยด์
ผู้ บริโภคควรได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ก่อนว่า มีความจำเป็นต้องใช้ยาสเตียรอยด์ และซื้อยาจากร้านขายยาแผนปัจจุบันที่มีเภสัชกรแนะนำการใช้ยา หลีกเลี่ยงการซื้อยาลูกกลอนที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนตำรับยา หรือยาชุดที่จัดเตรียมไว้แล้ว เนื่องจากอาจมีการนำสเตียรอยด์ไปผสมกับยาลูกกลอน หรือมีการใช้ยาสเตียรอยด์ในยาชุด โดยเฉพาะยาชุดแก้ปวดเมื่อย ยาชุดแก้หวัด
สำหรับผู้ที่นิยมยาแผนโบราณประเภทยาลูกกลอน เพื่อให้มีความมั่นใจว่า จะปลอดภัยจากสเตียรอยด์ ใน การเลือกซื้อให้ตรวจดูฉลากที่ปิดผนึกบนภาชนะบรรจุ ว่าจะต้องมีเลขทะเบียนตำรับยาซึ่งแสดงว่าได้รับอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการ อาหารและยา โดยเลขทะเบียนดังกล่าวขึ้นต้นด้วยตัวอักษร “G” สำหรับยาแผนโบราณที่ผลิตในประเทศหรือ “K” สำหรับยาแผนโบราณที่นำเข้ามาในประเทศ ตามด้วยตัวเลขแสดงลำดับการอนุญาต ปี พ.ศ. ที่อนุญาต เช่น เลขทะเบียน G 20/42 หมายถึง ยาตำรับนี้เป็นยาแผนโบราณที่ผลิตในประเทศได้รับอนุญาตให้ขึ้นทะเบียนลำดับ ที่ 20 ในปี พ.ศ. 2542 เป็นต้น นอกจากนี้ฉลากจะต้องมีราย-ละเอียดอื่น ๆ อีก ได้แก่ ชื่อยา สูตรยา ชื่อและจังหวัดที่ตั้งของผู้ผลิตยา วันเดือนปี ที่ผลิตยา เลขที่หรืออักษรแสดงครั้งที่ผลิตยา ปริมาณยาที่บรรจุ และมีคำว่า “ยาแผนโบราณ” ระบุไว้ด้วย
สารสเตียรอยด์ นั้นเป็นฮอร์โมนชนิดหนึ่งที่สร้างขึ้นในร่างกายของคนเรา มีประโยชน์ต่อร่างกายอย่างมหาศาล ทางการแพทย์จึงได้นำสารนี้มาใช้รักษาโรคต่าง ๆ มากมาย แต่การนำสารนี้มาใช้อย่างพร่ำเพรือ ด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์หรือความเห็นแก่ได้ของผู้ประกอบการบางราย อาจทำให้ผู้บริโภคได้รับอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปัจจุบันมีการส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่น ทำให้มีการผลิตยาแผนโบราณกันอย่างกว้างขวาง ซึ่งส่วนใหญ่มักจะเป็นยาที่ยังไม่ได้ขึ้นทะเบียนตำรับยาอย่างถูกต้อง ผู้ บริโภคจึงควรใช้วิจารณญานในการเลือกบริโภคผลิตภัณฑ์เหล่านี้ อีกประเด็นหนึ่งที่พึงระวังก็คือ การใช้ยาหยอดตาที่มีส่วนผสมของสเตียรอยด์ ไม่ควรซื้อมาใช้เองเพราะอาจทำให้ตาบอดได้ หากพบปัญหาหรือมีข้อสงสัยเกี่ยวกับยาดังกล่าว สามารถร้องเรียนหรือสอบถามมายังสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา หมายเลขโทรศัพท์ 0 2590 7354-5 ในเวลาราชการ หรือที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทุกแห่ง
ตุลาคม 2545
บรรณานุกรม
กำพล ศรีวัฒนกุล. คู่มือการใช้ยาฉบับสมบูรณ์ . พิมพ์ครั้งที่ 3 .บริษัทสกายบุ๊กส์ จำกัด,2541. ศักดิ์ บวร. คู่มือใช้ยา. พิมพ์ครั้งที่ 3. 94-98.เจริญวิทย์การพิมพ์, 2541.
สุธี เวคะวากยานนท์. รู้ไว้-ใช้ยา. พิมพ์ครั้งที่ 1.โรงพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย , 2541.
สุรเกียรติ อาชานานุภาพ. แนะยา แจงโรค. พิมพ์ครั้งที่ 2.สำนักพิมพ์หมอชาวบ้าน , 2541.
สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา. กลุ่มนิติการ.รวมกฎหมายอาหารและยา. พิมพ์ครั้งที่ 2 .โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด, 2537.
สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา. กองเผยแพร่และควบคุมการโฆษณา. เอกสารเผยแพร่ เรื่อง การใช้ยาตา (โรเนียว).2545.
สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา. กองเผยแพร่และควบคุมการโฆษณา,เอกสารเผยแพร่ เรื่อง ยาแผนโบราณ (โรเนียว).2544.
Post a Comment